เวียดนาม

หมู่บ้านกั๊ต กั๊ต หมู่บ้านม้งดำนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมือง ห่างออกไปราว 3 กิโลเมตร คำว่า
“กั๊ต กั๊ต” เป็นคำที่ใช้เรียกรถ 4-wheel drive ของพวกฝรั่งเศสที่เข้ามาบุกเบิกทำกระแสไฟฟ้าพลังน้ำบริเวณน้ำตกที่มีสายน้ำ 3 สายไหลมาบรรจบกันในหมู่บ้านแห่งนี้ ม้งดำเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มหนึ่งของชาวม้ง คำว่า “ม้ง” (Hmong) เป็นชื่อที่ชาวม้งใช้เรียกตัวเอง กล่าวกันว่าหมายถึง “อิสระชน” (liberal man) ถิ่นกำเนิดของชาวม้งไม่อาจระบุให้ชัดเจนได้ เท่าที่พอจะสืบค้นได้ คือ แต่เดิมอาศัยอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง เมื่ออพยพลงมาถึงมณฑลยูนนานและกวางสี ก็ลงใต้มาเรื่อยๆ ถึงแถบภูเขาในประเทศเวียดนาม ลาว และไทย สำหรับชาวม้งดำ ปัจจุบันถือเป็นประชากรหลักกลุ่มหนึ่งของซาปา มีจำนวนใกล้เคียงกับชาวเย้า

ยอดเขาฟานซิปัง เป็นภูเขาที่มีความสูงที่สุดในประเทศเวียดนามด้วยความสูง 3,143 เมตร โดยได้ฉายาว่า "หลังคาแห่งอินโดจีน" อยู่ในเมืองซาปา จังหวัดหล่าวกาย ในประเทศเวียดนาม ฟานซีปังอยู่บนทิวเขาฮหว่างเลียนเซิน (Hoàng Liên Sơn)

ทะเลสาบคืนดาบ ทะเลสาบฮหว่านเกี๊ยม หรือ ทะเลสาบคืนดาบ (เวียดนาม: Hồ Hoàn Kiếm; อังกฤษ: Lake of the Returned Sword, Lake of the Restored Sword, Hoan Kiem Lake) เป็นทะเลสาบน้ำจืดและสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงใจกลางกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม น้ำในทะเลสาบฮหว่านเกี๊ยมโดยปกติจะเป็นสีเขียว จึงได้อีกชื่อหนึ่งว่า "ทะเลสาบหลุกถวี" (Lục Thủy) หรือ "ทะเลสาบน้ำเขียว" ทะเลสาบฮหว่านเกี๊ยม ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นเขตเมืองเก่า มีตำนานเล่าขานกันถึงสถานที่แห่งนี้เป็นตำนานการสร้างชาติเวียดนามว่า ในศตวรรษที่ 15 จักรพรรดิเล เหล่ย แห่งราชวงศ์เล ได้ใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์ในการขับไล่ชาวจีนแห่งราชวงศ์หมิงที่รุกราน ให้ออกไปจากเวียดนาม ในขณะที่พระองค์ประทับบนเรือ ณ ทะเลสาบแห่งนี้ ก็มีตะพาบยักษ์ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำและบอกให้พระองค์ส่งดาบนั้นกลับคืนแด่จ้าวมังกร ดาบนั้นก็ได้พุ่งออกจากฝักดาบเข้าไปในปากของตะพาบก่อนที่จะหายกลับลงไปสู่ใต้ผิวน้ำ อันเป็นที่มาของชื่อทะเลสาบคืนดาบ

วัดหง็อกเซิน วัดหง็อกเซิน (วัดเนินหยก) ตั้งอยู่บนเกาะกลางทะเลสาบฮหว่านเกี๊ยม เป็นสถานที่เงียบสงบและสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในฮานอย สถานที่ทางศาสนาและประวัติศาสตร์อันน่าหลงใหลแห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่องทิวทัศน์ที่สวยงาม แหล่งถ่ายภาพสวยชั้นยอด และการตกแต่งภายในที่เต็มไปด้วยศิลปวัตถุที่น่าสนใจ สำรวจพื้นที่รอบทะเลสาบและข้ามสะพานฮุกสีแดงเพื่อตรงไปยังวัดแห่งนี้

สุสานโฮจิมินห์ หลุมศพขนาดใหญ่นี้เป็นที่เก็บร่างของโฮจิมินห์ อดีตประธานาธิบดีของเวียดนาม
เมื่ออดีตผู้นำเวียดมินห์ได้เสียชีวิตลงในปี 1969 ร่างของเขาได้ถูกดองไว้และนำไปเก็บไว้ที่สุสานโฮจิมินห์ สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญต่อชาวเวียดนามหลายคน และถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวในฮานอยที่มีคนเข้าเยี่ยมชมมากที่สุด โฮจิมินห์ (หรือเป็นที่รู้สึกกันในนาม ลุงโฮ) เป็นผู้นำการเคลื่อนไหวไปสู่การประกาศอิสรภาพของเวียดนาม และเป็นบุคคลสำคัญในการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม หรือรู้จักกันในชื่อ เวียดนามเหนือ สุสานนี้ตั้งอยู่ในตอนกลางของ Ba Dinh Square ซึ่งเป็นจุดที่โฮจิมินห์อ่านคำประกาศอิสรภาพหลังจากญี่ปุ่นยอมแพ้และถอยทัพไปในปี 1945

ทำเนียบประธานาธิบดี ทำเนียบประธานาธิบดีออกแบบโดยสถาปนิก Auguste Henri Vildieu และก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 1906 แรกเริ่มเดิมที ที่นี่สร้างขึ้นสำหรับผู้สำเร็จราชการเมืองขึ้นของอินโดจีน หลังจากที่ฝรั่งเศสถอนทัพออกจากเวียดนามในปี 1954 โฮจิมินห์ ผู้นำการปฏิวัติ ก็อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1969 ปัจจุบันที่นี่ใช้สำหรับงานต้อนรับและงานพิธีอย่างเป็นทางการของรัฐเท่านั้น ภายในไม่อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม อย่างไรก็ตาม สามารถเที่ยวชมบริเวณโดยรอบที่เงียบสงบได้ รวมถึงบ้านยกพื้นสูงของโฮจิมินห์อันโด่งดังด้วย

เจดีย์เสาเดียว วัดเจดีย์เสาเดียวนี้อยู่ใกล้บ้านลุงโฮ ชาวเวียดนามเรียกว่า จั่วโมดโกด (Chua Mot Cot) เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 วัดสร้างเป็นศาลาเก๋งจีนหลังเดียวขนาดเล็กตั้งอยู่บนเสาต้นเดียว ศาลานี้อยู่กลางสระบัวรูปสี่เหลี่ยม ภายในศาลาประดิษฐานรูปเจ้าแม่กวนอิม (Quan Am) ปางสิบกร เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในฮานอย

วิหารวรรณกรรม วิหารวรรณกรรม หรือ วิหารวรรณคดี หรือที่ชาวเวียดนามเรียกว่า วันเหมียว สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าหลีไทโต อุทิศให้แก่ท่านศาสดาขงจื้อ วิหารนี้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติแห่งแรกของเวียดนาม ในบริเวณวิหารแบ่งออกเป็นลาน มีกำแพงล้อมรอบ 5 แห่งด้วยกัน เมื่อรอดซุ้มประตูหลังประตูทางเข้าใหญ่เข้าไปข้างในเป็นทางเดินปูหิน สองข้างทางเดินเป็นบ่อน้ำ ผ่านลาน 2 แห่งแล้วจะเห็นประตูกำแพงใหญ่ชื่อว่า ได๋แถงห์โมน อันเป็นสัญลักษณ์ของกรุงฮานอย วิหารวรรณกรรมสร้างในปี ค.ศ. 1070 สมัยพระเจ้าหลีไทโตง เพื่ออุทิศให้กับขงจื้อในปี 1076 วิหารวรรณกรรมถูกเชื่อมต่อกับกว็อกตื่อยาม ซึ่งเป็นโรงเรียนของพวกขุนนางและเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม ในสมัยราชวงศ์ตรันได้เปลี่ยนชื่อเป็น กว็อกฮ็อกเวียน หรือวิทยาลัยแห่งชาติในปี 1235 เมื่อสอบได้ในระดับท้องถิ่นแล้ว นักเรียนที่ปรารถนาจะเลื่อนชั้นขึ้นเป็นขุนนางระดับสูง ก็จะมาเล่าเรียนวรรณคดี ปรัชญา ภาษาจีนโบราณและประวัติศาสตร์ที่นี่ ซึ่งขงจื้อเชื่อว่าจะเป็นพื้นฐานนำไปสู่การเป็นนักปกครองได้อย่างดียิ่ง ชื่อปัจจุบันได้มาเมื่อเมืองหลวงได้ย้ายไปอยู่ที่เว้ตอนต้นศตวรรษที่ 19 เหนือประตูทางเข้าวันเหมียว

อ่าวฮาลอง อ่าวหะล็อง (เวียดนาม: Vịnh Hạ Long) เป็นอ่าวแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ยทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ใกล้ชายแดนติดต่อกับประเทศจีน มีพื้นที่ทั้งหมด 1,500 ตารางกิโลเมตร และมีชายฝั่งยาว 120 กิโลเมตร อยู่ห่างจากกรุงฮานอยไปทางตะวันออก 170 กิโลเมตร ชื่อตามการออกเสียงในภาษาเวียดนามเขียนได้ว่า "Vinh Ha Long" หมายถึง "อ่าวแห่งมังกรผู้ดำดิ่ง" ในอ่าวหะล็องมีเกาะหินปูนจำนวน 1,969 เกาะโผล่พ้นขึ้นมาจากผิวทะเล บนยอดของแต่ละเกาะมีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น หลายเกาะมีถ้ำขนาดใหญ่อยู่ภายใน ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าวคือ ถ้ำเสาไม้ (Hang Đầu Gỗ) หรือชื่อเดิมว่า "กร็อตเดแมร์แวย์" (Grotte des Merveilles) ซึ่งตั้งชื่อโดยนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสที่มาเยี่ยมชมอ่าวเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ภายในถ้ำประกอบไปด้วยโพรงกว้าง 3 โพรง มีหินงอกและหินย้อยขนาดใหญ่อยู่จำนวนมาก เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าว 2 เกาะ คือ เกาะกั๊ตบ่าและเกาะต่วนเจิว ทั้งสองเกาะนี้มีคนตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างถาวร บนเกาะมีโรงแรมและชายหาดจำนวนมากคอยให้บริการนักท่องเที่ยว ส่วนเกาะขนาดเล็กอื่น ๆ บางเกาะก็มีชายหาดที่สวยงามที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยี่ยมชม บางเกาะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง และบางเกาะยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์หลายชนิด เช่น ไก่ป่า ละมั่ง ลิง และกิ้งก่าหลายชนิด เกาะเหล่านี้มักจะได้รับการตั้งชื่อจากรูปร่างลักษณะที่แปลกตา เช่น เกาะช้าง (Voi Islet) เกาะไก่ชน (Ga Choi Islet) เกาะหลังคา (Mai Nha Islet) เป็นต้น

ถ้ำสวรรค์ ถ้ำสวรรค์ หรือ ถ้ำวิมานสวรรค์ (Paradise Cave : Dong Thien Duong) ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติฟองยา - แกะบ่าง เมืองดงเหย (Dong Hoi) เมืองเอกของจังหวัดกวางบินห์ ประเทศเวียดนาม ถ้ำสวรรค์ ภายในถ้ำมีความยาวมาก ยาวถึงราว 40 กม. แต่ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมเพียงแค่ 1 กม. การเที่ยวชมภายในถ้ำสวรรค์ มีการจัดการค่อนข้างดี นักท่องเที่ยวต้องนั่งรถกอล์ฟจากที่จอดรถเข้าไปยังเส้นทางสู่ปากถ้ำ (หรือจะเดินเท้าก็ได้) แล้วต่อด้วยเส้นทางเดินเท้าขึ้นไปยังทางเข้าปากถ้ำผ่านสภาพธรรมชาติอันร่มรื่นราว 570 เมตร จากนั้นก็จะเป็นปากทางเข้าถ้ำเป็นช่องเล็กๆ ให้มุดลงไปพบกับความสวยงามมหัศจรรย์ โดยภายในถ้ำมีการทำเส้นทางไม้ที่ดูกลมกลืนทอดยาวไปตลอด เพื่อบังคับทิศทางให้นักท่องเที่ยวเดินไปตามเส้นทางที่กำหนด ไม่เดินออกนอกลู่นอกทาง ป้องกันการเอามือไปสัมผัส จับหินงอกหินย้อย เพราะแค่แตะนิดเดียว หินงอกหินย้อยที่กำลังเจริญเติบโตจะสิ้นอายุขัยทันที

วัดเทียนหาว วัดเทียนหาว (Thien Hau Pagoda) หรือ “วัดเจ้าแม่สวรรค์”อยู่ในเขตไชน่าทาวน์ ถือเป็นวัดเก่าแก่อายุเกือบ 300 ปี เลยทีเดียว ซึ่งวัดแห่งนี้เป็นวัดจีนอันเป็นที่เคารพบูชาของชาวเวียดนามเชื้อสายจีน สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับแม่พระผู้คุ้มครองชาวเรือเปรียบได้กับศาลเจ้าแม่ทับทิมในบ้านเรานั้นเอง ซึ่งนอกจากวัดแห่งนี้จะเป็นที่เคารพนับถือของชาวประมงและผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับทะเลเป็นอย่างมากแล้ว วัดเทียนหาวยังโดดเด่นไปด้วยรูปเคารพเจ้าแม่ทับทิม เทพเจ้ากวนอู และรูปเคารพเทวรูปอื่นๆอีกหลายองค์ และเจดีย์สูงใหญ่แบบจีน

โบสถ์นอร์ทเธอดาม วิหารนอร์เทรอดามแห่งโฮจิมินห์ซิตี้เป็นหนึ่งในมรดกของเมืองจากยุคอาณานิคมฝรั่งเศส ชาวฝรั่งเศสนำศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเข้ามาสู่โฮจิมินห์ซิตี้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องสร้างโบสถ์ขึ้นไว้สำหรับชาวอาณานิคม การก่อสร้างวิหารแห่งนี้เริ่มขึ้นในปีค.ศ. 1880 และใช้เวลาหลายปีกว่าจะเสร็จ เพราะวัสดุที่ใช้สร้างตัวอาคารทั้งหมดนำมาจากฝรั่งเศส วิหารได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากวาติกันในปีค.ศ. 1962 และเป็นที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการในชื่อ วิหารแห่งแม่พระผู้ปฏิสนธินิรมล (Basilica of Our Lady of the Immaculate Conception) ปัจจุบัน โบสถ์ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลดีใจกลางเมืองโฮจิมินห์ซิตี้แห่งนี้จัดการประกอบพิธีทางศาสนาเป็นประจำในวันสุดสัปดาห์

เจดีย์เทียนมู่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหอม เมืองเว้ เมืองมรดกโลกแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีความสำคัญและสวยงามควรค่าแก่การเยี่ยมเยือนอย่างมาก ทั้งในแง่ของพุทธศาสถาน และพุทธศิลปะ นิกายเซน ที่ได้รับอิทธิพลของนิกายมหายาน สร้างในปี พ.ศ.2144 (คศ.1601) ตามดำริของขุนนางเหวียนฮวาง (Nguyen Hoang) เจ้าผู้ปกครองเมืองเว้ (หรือเมือง Thuận Hóa) ในขณะนั้น เมื่อครั้นที่ท่านได้ร่องเรือเยี่ยมชมความเป็นอยู่ของบ้านเมืองโดยรอบ และมาได้ยินเรื่องเล่าของชาวบ้านบริเวณนี้เข้า ว่า มีเรื่องเล่ากันว่า เคยมีคนเห็นหญิงสูงอายุคนหนึ่ง( Thiên Mụ หรือเทพธิดา) สวมชุดสีแดง ฟ้า นั่งเช็ดแก้ม ตรงบริเวณภูเขาที่ได้สร้างเจดีย์ในปัจจุบัน หญิงผู้นี้ได้บอกว่าวันหนึ่งจะมีผู้ยิ่งใหญ่มาสร้างเจดีย์บริเวณนี้และจะนำสันติสุขมาสู่เมือง เมื่อขุนนาง Nguyen Hoang ได้ผ่านมาและทราบเรื่องเข้าจึงสร้างเจดีย์ขึ้น และให้ชื่อว่า Chua Thien Mu มีความหมายว่า เจดีย์นางฟ้า หรือ คนไทยเรียกว่า วัดเทพธิดาราม
เป็นเจดีย์ทรงเก๋ง 8 เหลี่ยม สูง 7 ชั้น เชื่อว่าเป็นตัวแทนภพชาติต่างๆ ของพระพุทธเจ้า ทางด้านซ้าย-ขวา เป็นที่ตั้งของศิลาจารึก ระฆังสำริดขนาดใหญ่ หนักถึง 3285 กิโลกรัม ที่ประตูทางเข้าสู่บริเวณภายในวัด มีรูปปั้นเทพเจ้า 6 องค์ คอยยืนปกปักษ์รักษาไม่ให้ความชั่วร้ายผ่านเข้ามา

Leave a Reply