เจดีย์โบตะตาว (Botahtaung Pagoda) หมายถึง “ทหาร 1,000 นาย” โดยมีความเชื่อเล่ากันมาต่อๆ กันว่าเมื่อประมาณสองพันปีที่แล้ว พระเจ้าโอกะลาปะกษัตริย์มอญ ได้ให้ทหาร 1,000 นาย ตั้งแถวถวายความเคารพพระเกศาธาตุ (สารีริกธาตุ)ที่อันเชิญมาจากอินเดียเพื่อนำไปบรรจุไว้ที่ มหาเจดีย์ชเวดากอง และทรงบรรจุเส้นพระเกศาธาตุไว้ 1 เส้น ในเจดีย์นี้ วันเวลาผ่านไป ได้มีการบูรณะซ่อมแซมเจดีย์ผลจากความเสียกายในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งปรากฎว่าไปพบของมีค่าหลายอย่างภายในเจดีย์ จึงสร้างโครงสร้างใหม่โดยให้ฐานเจดีย์มีช่องซิกแซกคล้ายเขาวงกต ภายในสีทองอร่ามสวยงาม และนำวัตถุโบราณจัดแสดง อีกทั้งนำพระเกศาธาตุมาบรรจุในมณฑปครอบแก้วใสใจกลางเจดีย์อีกด้วย

เจดีย์ชเวดากอง พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดา ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระ เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า โดยคำว่า "ชเว" หมายถึง ทอง, "ดากอง" ชื่อดั้งเดิมของเมืองย่างกุ้ง เชื่อกันว่าเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น ยอดสุดของพระเจดีย์บริเวณลูกแก้วหรือหยาดน้ำข้างประดับด้วยเครื่องประดับต่างๆและเพชร 5,448 เม็ด ชั้นบนสุดมีทับทิม 2,317 เม็ดและเพชรเม็ดใหญ่ 76 กะรัต เพื่อรับลำแสงแรกและลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ ผู้ที่เข้ามานมัสการหรือเยี่ยมชมจะต้องถอดรองเท้าทุกครั้ง

พระธาตุอินทร์แขวน พระธาตุไจทีโย หรือ พระธาตุอินทร์แขวน เป็นสถาณที่จาริกแสวงบุญของชาวพุทธ ตั้งอยู่ในเขต รัฐมอญ ประเทศพม่า เป็นพระเจดีย์ขนาดเล็ก (7.3 เมตร (24 ฟุต)) สร้างขึ้นบนก้อนหินแกรนิตที่ปิดด้วยทองคำเปลวโดยผู้ที่นับถือศรัทธา เชื่อว่าพระธาตุไจทีโยเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า ตั้งอยู่บริเวณหน้าผาสูงชันบนยอดเขาไจทีโยอย่างหมิ่นเหม่ เหมือนจะหล่นและท้าทายแรงดึงดูดของโลกโดยไม่ตกลงมา ตามตำนานระบุว่าฤๅษีติสสะเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้าและนำมาไว้ในมวยผม ตั้งใจจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะของฤๅษี ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) จึงช่วยเสาะหาก้อนหินดังกล่าวจากใต้ท้องมหาสมุทรและนำมาวางไว้บนภูเขา พระธาตุไจทีโยนับเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของชาวพม่า ปัจจุบันผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้านในบริเวณพระธาตุ ซึ่งดูแลโดยพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเฝ้าประตูรั้วรอบขอบชิด ผู้หญิงสามารถเข้าออกได้ที่ระเบียงด้านนอกและลานด้านล่างของก้อนหิน

พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว พระพุทธไสยาสน์ชเวตาลยอง หรือ พระนอนชเวตาลยอง (อังกฤษ: Shwethalyaung Buddha) แห่งเมืองหงสาวดี (พะโค) เป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่พุทธศิลป์แบบมอญ สร้างขึ้นมาร่วมสมัยเดียวกับปราสาทบันทายศรีของกัมพูชา จุดเด่นของพระนอนองค์นี้คือ บริเวณพระบาทไม่วางเสมอกันเหมือนอย่างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ของไทย อันมีความหมายว่า ในขณะนั้นพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่ ซึ่งเป็นอากัปกิริยาก่อนที่พระองค์จะเสด็จสู่ปรินิพพานในวันถัดมา องค์พระมีความยาว 55 เมตร สูง 16 เมตร เดิมที เป็นพระที่ปล่อยทิ้งร้างไว้ในป่ารกชัฏ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ถูกค้นพบ ระหว่างการสร้างทางรถไฟ ทางการพม่าได้สร้างโรงเรือนคลุมไว้ แต่สภาพโรงเรือนค่อนข้างจะคับแคบ แลดูไม่สวยงาม เพราะคลุมเหนือองค์พระไว้เพียงนิดเดียว ทั้งนี้เป็นเพราะการสร้างโรงเรือนคลุมไว้ทีหลัง เช่นเดียวกับพระพุทธไสยาสน์แห่งวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารในไทยปัจจุบัน พระพุทธไสยาสน์ชเวตาลยองเป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญแห่งเมืองหงสาวดี เป็นเสมือนสัญลักษณ์ประจำเมืองอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับพระมหาธาตุเจดีย์ชเวมอดอ

เจดีย์ไจ๊ปุ่น ไจ๊ คือ พระ หรือ เจดีย์ ปุ่น คือ 4 ดังนั้น พระเจดีย์จุ่น คือ พระเจดีย์ที่มีพระ 4 ทิศ โดยพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ 4 องค์ อายุกว่า 500 ปี หันพระพักตร์ไปยัง 4 ทิศ สร้างขึ้นโดย 4 สาวพี่น้อง ที่อุทิศตนแด่พุทธศาสนา จึงสร้างพระพุทธรูปแทนตนเอง และได้สาบานไว้ว่าจะไม่ข้องแวะกับบุรุษเพศ ซึ่งมีตำนานเล่าขานกันว่า ในที่สุดแล้ว น้องสาวคนสุดท้อง กลับพบรักกับชายหนุ่มและแต่งงานกัน จึงเกิดอาเพศฟ้าผ่าพระพุทธรูปที่แทนตัวของน้องสาวคนสุดท้องพังทลายลงมา จนต้องมีการสร้างขึ้นมาใหม่ตามที่เห็นในปัจจุบัน โดยพระพุทธรูปองค์นี้จะมีลักษณะแตกต่างจากองค์อื่น ๆ คือ พระพักตร์จะเศร้ากว่าองค์อื่น

พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี หรือพระตาหวาน เป็นพระนอนปางพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ มีความยาวกว่า 70 เมตร เป็นพระนอนที่ใหญ่ที่สุดและมีความงดงามที่สุดของประเทศพม่า ทั้งพระพักตร์และขนตาที่งดงาม ดวงตาของท่านเป็นแก้ว สั่งผลิตมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะรวมไปถึงพระจีวรที่มีความพริ้วไหวสมจริงและเมื่อเดินมายังปลายสุดพระบาทของพระนอนองค์นี้ ตรงที่พระบาทมีภาพวาดเป็นมิ่งมงคลสูงสุด เพราะประกอบด้วยลายลักษณธรรมจักร ในบริเวณใจกลางฝ่าพระบาทและล้อมด้วย รูปมงคล 108 ประการ ด้านหน้าวัดก็จะมีร้านค้าขายของที่ระลึกมากมาย

เจดีย์มอดอร์ พระมหาธาตุเจดีย์ชเวมอดอร์ เป็นพระมหาธาตุเจดีย์สำคัญที่อยู่ในเมืองพะโค ประเทศพม่า มีความสูง 114 เมตร (374 ฟุต) ถือเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในประเทศพม่า แต่พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง ในเมืองย่างกุ้ง มักถูกบันทึกว่าเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในประเทศ 98 เมตร (322 ฟุต) เพราะประดิษฐานบนเนินเขา พระมหาธาตุเจดีย์ชเวมอดอเชื่อกันว่าเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุและพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้า พระมหาธาตุเจดีย์ชเวมอดอ พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง และพระธาตุไจทีโย เป็นเจดีย์ที่มีชื่อเสียงที่ถูกสร้างโดยชาวมอญ เทศกาลประจำปีเฉลิมฉลองพระมหาธาตุเจดีย์ชเวมอดอ มักจัดในช่วงเดือนตะกู (Tagu) ในปฏิทินพม่าดั้งเดิม

พระเจดีย์เยเลพญา พระเจดีย์เยเลพญา หรือ เจดีย์กลางน้ำ ตามตำนานเล่าว่า เจดีย์แห่งนี้สร้างในสมัยมอญเรืองอำนาจ เมื่อราวพันกว่าปีก่อน โดยพระสงฆ์รูปหนึ่งฝันว่าที่แห่งนี้มีเจดีย์สวยงาม แล้วได้ไปทูลกษัตริย์ในสมัยนั้นเพื่อขอให้สร้างเจดีย์กลางน้ำแห่งนี้ และยังได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าหากมีน้ำท่วมก็ขออย่าให้ท่วมองค์พระเจดีย์ ถ้ามีผู้คนมากราบไหว้จำนวนมากเท่าไหร่ก็ขอให้ไม่มีวันเต็มล้นพื้นที่ เพราะเจดีย์แห่งนี้สร้างบนเกาะมีสภาพเป็นเพียงเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำกว้างใหญ่เท่านั้น ว่ากันว่าหากมีงานพิธีจัดขึ้นที่นี่ สามารถจุคนได้ถึง 2 หมื่นคน เป็นพระเจดีย์กลางน้ำ มีเรือรองรับนักท่องเที่ยว จ กว่าลำเรียงรายจอดอยู่ ภายในศาลริมน้ำจะมีแม่ค้าเอาดอกไม้ ธูปเทียน พวงมาลัย ธง-ฉัตรมาขาย ก่อนลงเรือต้องถอดรองเท้าก่อนขึ้นเรือ จะมีเด็กมานวดเท้าให้พร้อมกับขอค่าทริบ มีชาวพม่ามานมัสการเดินตามริมน้ำจำนวนมาก ระหว่างประตูขึ้นไปจะพบยักษ์สีเขียว 2 ตน ที่ประตูทางเข้า นั่งขนาบอยู่ซ้าย-ขวา คนพม่าเชื่อกันว่าหากนำมือไปลูบตามตัวยักษ์เช่น ลูบหลังแล้วจึงมาลูบหลังของตัวเอง อาการปวดหลังก็จะหายไป หากปวดที่จุดอื่นก็ให้ลูบตัวยักษ์ที่จุดนั้นแล้วมาลูบร่างกาย ตัวเองจะทำให้ความเจ็บปวดหายไปได้ ประตูทางเข้า ไม้ฉลุทาสีทองสวยมาก นมัสการพระพุทธรูปเก่าแก่ทรงเครื่องจักรพรรดิประดิษฐานบนบัลลังก์ไม้แกะสลักปิดทองคำทองเปลวที่มีความงดงามอธิษฐานและร่วมทำบุญบูรณะพระเจดีย์ นมัสการพระพุทธรูปแกะสลักศักดิ์สิทธิ์บริเวณพระเจดีย์ องค์พระประธานในวัด

เจดีย์กาบาเอ เจดีย์กาบาเอ (Kaba Aye Pagoda) เป็นเจดีย์ทรงกลมที่มีความสูงและเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากัน (34 เมตร) สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2493-2495 ในสมัยนายกฯ อูนุ (นายกรัฐมนตรีคนแรกของเมียนมา) เพื่อใช้เป็นสถานที่ในการชำระพระไตรปิฏกครั้งที่ 6 ในช่วงปีพ.ศ.2497-2499 ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธเจ้า พระธาตุของพระโมคคัลลา (พระอัครสาวกเบื้องซ้าย) และ พระสารีบุตร (พระอัครสาวกเบื้องขวา) โดยนำพระธาตุมาจากประเทศอินเดีย อยู่ในห้องจำลองเหมือนถ้ำสัตตบรรณคูหาเมืองราชคฤห์ ประเทศอินเดีย ซึ่งมีความเชื่อว่า “หากท่านใดได้ทำพิธีมงคลบูชารับพระธาตุทั้งสาม ทั้งชีวิตท่านนั้นจะหมดเคราะห์ ตัดกรรม และมีโชคดี ตลอดไป” (ซึ่งการทำพิธีรับพระธาตุนี้ต้องให้ชาวเมียนมาทำหนังสือแจ้งกับเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าเท่านั้น นอกจากจะได้ทำพิธีแล้วยังได้เห็นพระธาตุอย่างใกล้ชิดอีกด้วย)

เจดีย์สัพพัญญู เป็นเจดีย์ที่มีความสูงที่สุดในเมืองพุกามความสูงทั้งสิ้นประมาณ 61 เมตร สร้างขึ้นตามศิลปะแบบปาละของอินเดีย ก่อสร้างขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 1687 โดยกษัตริย์อลองสิตธู (King Alaungsithu) โดยแบ่งลักษณะของเจดีย์ออกเป็นระดับจำนวน 5 ชั้น ทั้งเป็นวิหารและเจดีย์ส่วนลานชั้นสามของเจดีย์นั้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายรูปทิวทัศน์โดยรวมของเมืองพุกามตามนิตยสารต่างๆ ที่ถ่ายกันบนลายเจดีย์สัพพิญญูนี้เอง

วิหารมนูหะ (MANUHA TEMPLE) มีอายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ 17 วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นโดยพระเจ้ามนูหะ (พระเจ้ามกุฏ) กษัตริย์มอญแห่งเมืองสะเทิมที่ถูกจับตัวมาเป็นเชลยศักดิ์อยู่ที่พุกาม และถูกกักขังไว้ในที่จำกัด การที่พระเจ้ามนูหะต้องการแสดงความรู้สึกที่ถูกจองจำจึงสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ โดยมีอาคารขนาดเล็กครอบทับ ชาวบ้านจึงเรียกพระอึดอัดตามความรู้สึกของผู้สร้าง
วัดนี้มีพระวิหารเป็นประธานของวัด มีบาตรขนาดใหญ่ตั้งไว้ให้ผู้คนทำบุญบริจาค ตัววิหารมีสองชั้น เจดีย์เป็นทรงระฆังแบบพม่า ภายในวิหาร ประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่ 3 องค์ ซึ่งองค์ประธานนั้นมีขนาดมโหฬารบริเวณพระอุระชองพระพุทธรูปมีขนาดโตพองจนรู้สึกได้ถึงความอึดอัด หรือ พระอึดอัด

เจดีย์บูพยา พระเจดีย์ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดีในเมืองพุกาม ประเทศพม่า บูพะยา แปลว่า "เจดีย์น้ำเต้า" ตามลักษณะของพระเจดีย์ ตำนานได้เล่าขานไว้ว่าสร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 8 ในสมัยอาณาจักรศรีเกษตรหรืออาณาจักรปยู โดยพระเจ้าปยูซอที แต่บ้างก็ว่าน่าจะสร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 เนื่องจากรูปทรงขององค์พระเจดีย์ที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันเป็นพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2518 เพราะพระเจดีย์องค์เก่านั้นพังทลายลงมาอันเนื่องมาจากแผ่นดินไหว

วัดมหากันดายงค์ ซึ่งเป็นวัดใหญ่ที่สุดของพม่าที่เมืองอมรปุระ ซึ่งในช่วงเพลจะมีภิกษุสงฆ์นับร้อยรูปเดินเรียงแถวด้วยอาการสำรวมเพื่อรับอาหารพระพุทธมหามุนี (Mahamui Pagoda )หรือรู้จักกันในนามพระล้างหน้า ที่มีความงดงามตามศิลปกรรมพม่า ที่มีลักษณะเป็นพระพุทธรูปสำริดปิดทอง ที่อย คู่บ้านคู่เมืองมาช้านานที่สร้างขึ้นราว ปี พ.ศ 2327 เป็นสถานที่ที่สำคัญรองจากพระธาตุเชเวดากองในกรุงย่างกุ้ง พระราชวังมัณฑะเลย์ของพระเจ้ามินดงและกษัตริย์ สีป่อ พระเจ้าแผ่นดินองค์สุดท้าย พระราชวังมัณฑะเลย์สร้างขึ้นสมัยพระราชามินดง Mindon ราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ภายหลังจากมีสงครามระหว่างพม่ากับอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2395เวลานั้นเมืองหลวงอยู่ที่ อมรปุระ Amarapura ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2325 พระราชามินดงต้องการที่จะหาที่ตั้งของเมืองหลวงที่จะสร้างใหม่หลังสงครามเพราะเมืองหลวงเก่าได้ซึ่งผ่านสิ่งร้ายๆมา ประกอบกับการยึดมั่นในหลักศูนย์กลางพุทธศาสนา และพระพุทธเจ้าได้ปรินิพพานครบ 2,400 ปี จึงมีรับสั่งให้สร้างเมืองหลวงใหม่ให้เป็น “เมืองสีทอง” Golden City ได้ปรึกษากับพระโหราจารย์ และได้ศุภฤกษ์ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2400 โดยได้วางศิฤาฤกษ์ และต่อมาก็ตั้งผังเมือง โดยฝั่งทางตะวันตกนั้นได้นำชีวิตมนุษย์สังเวย โดยนำชาย หญิง และเด็กจำนวน 52 ชีวิต ฝังไว้ภายใต้เสาหลักเมือง เชื่อว่าวิญญาณของคนเหล่านี้จะปกป้องคุ้มครองเมือง การก่อสร้างเมืองเสร็จสมบูรณ์ในปี 2402 รวมระยะเวลาในการสร้าง 2 ปี เมืองสร้างเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส วัดได้ ประมาณ 2,030 เมตร ในแต่ละด้าน พระราชวังตั้งอยู่ตรงกลางจตุรัส มีกำแพงล้อมรอบโดยมีประตู 12 ด้าน ตามจักราศรีพระราชวังโดดเด่นด้วยหอสูง 78 เมตร ซึ่งตั้งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลตามความเชื่อ เกี่ยวกับเรื่องไตรภูมิในพุทธศาสนา หลังคาสูงเจ็ดชั้นประดับด้วยทองคำเปลว โดยได้สร้างให้สมเกียรติ กับบัลลังค์สิงโตซึ่งใช้ในการประกอบพิธีกรรมสำคัญๆ เช่นพิธี Kadaw เทิดพระเกียรติ ซึ่งจัดขึ้น 3 ครั้งต่อปี พระราชวังทั้งหมดทำจากไม้ซึ่งนำมาจากวังเดิมที่อมรปุระ พระราชวังตกแต่งด้วยไม้แกะสลักเป็นรูปตามเทพนิยาย รูปดอกไม้และสัญลักษณ์ทางโหราศาสตร์ มีหอนาฬิกาที่ทำจากไม้สักเพื่อเป็นที่สังเกตุการณ์ของทหารเพื่อระวังไฟไหม้ กษัตริย์มินดงได้สวรรค์คตในปี 2421 ต่อมาพระราชวังได้ถูกไฟไหม้วอดวาย ในปี 2488 รัฐบาลพม่าจึงได้บูรณะวังใหม่

พระราชวังมัณฑะเลย์ เป็นพระราชวังในประเทศพม่า และเป็นพระราชวังสุดท้ายแห่งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพม่า ก่อนที่จะถูกทำลายโดยทหารอังกฤษ ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง

สะพานไม้บูเอ็ง สะพานอูเบ็ง เป็นสะพานไม้สักทอดข้ามทะเลสาบตองตะมาน มุ่งตรงไปยังเจดีย์เจ๊าตอว์กยี ซึ่งอยู่อีกฟากของทะเลสาบ ตั้งอยู่ที่อมรปุระ ก่อนจะเข้าถึงตัวเมืองมัณฑะเลย์ มีความยาว 1.2 กิโลเมตร (0.75 ไมล์) สร้างขึ้นเมื่อราวปี ค. ศ. 1850 และเชื่อว่าเป็นสะพานไม้สักที่เก่าแก่และยาวที่สุดในโลก สะพานสร้างจากไม้สักที่เหลือจากการรื้อพระราชวังเก่ากรุงอังวะ เมื่อครั้งย้ายเมืองหลวงจากอังวะ มายังอมรปุระ จำนวน 1,086 ต้น ชื่ออูเบ็งนั้นเป็นชื่อของขุนนางที่มีนามว่า “อูเบียน” ซึ่งพระเจ้าปดุงโปรดฯให้มาทำหน้าที่เป็นแม่กองงานสร้าง สะพานถูกใช้เป็นทางผ่านสำคัญสำหรับคนในท้องถิ่นและเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเป็นช่วงที่น้ำในทะเลสาบมีระดับสูงสุด

เจดีย์มิงกุน เจดีย์มินกุนนี้เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นบริเวณชายฝั่งของแม่น้ำอิระวดี เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่าปาโตดอจี (Pahtodawgyi) ซึ่งมีความหมายว่าเจดีย์ที่สร้างไม่เสร็จ แม้ว่ายังสร้างไม่แล้วเสร็จแต่เจดีย์ แห่งนี้ก็มีขนาดใหญ่โตมาก จนกลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างด้วยอิฐที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปโดยปริยาย นักท่องเที่ยวสามารถชมความยิ่งใหญ่ของเจดีย์แห่งนี้ได้เมื่อเดินทางท่องเที่ยวโดยเรือบนแม่น้ำอิระวดี

Leave a Reply