นครรัฐวาติกัน (อังกฤษ: State of the Vatican City; อิตาลี: Stato della Città del Vaticano) เป็นนครรัฐที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลซึ่งน้อยที่สุดในโลกทั้งในแง่พื้นที่และประชากร ตั้งอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นที่ประทับของพระสันตะปาปา ซึ่งเป็นประมุขสูงสุดแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ศูนย์กลางคือมหาวิหารนักบุญเปโตร ซึ่งออกแบบโดยมีเกลันเจโล การปกครองเป็นแบบอำนาจเบ็ดเสร็จ อำนาจตกอยู่ที่พระสันตะปาปาเพียงผู้เดียว จะหมดวาระก็ต่อเมื่อสิ้นพระชนม์ ปัจจุบัน สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556

มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (บาซิลลิกาดิซานปิเอโตร)
พบกับโบสถ์โดมสูงที่เป็นหัวใจของนิกายคาทอลิกและหอศิลป์อันวิจิตรงดงามซึ่งเป็นเสมือนหัวใจของโลกศิลปะ
โดมสูงของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์นั้นเป็นสัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของนครรัฐวาติกันที่มีอาณาจักรเล็กนิดเดียว และเป็นสัญลักษณ์ทางศิลปะอันโอฬารของปลายสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการและบาโรก สถานที่นี้มีประวัติความเป็นมาที่เชื่อมโยงกับปกรณัมของศาสนาคริต์อย่างมาก มีเรื่องเล่าขานว่าหลังจากการตรึงกางเขนพระคริสต์ สาวกหนึ่งใน 12 คน คือปีเตอร์จากกาลิลี ได้เดินทางไกลมายังกรุงโรมและพลีชีพเพื่อศาสนาในเงื้อมมือของจักรพรรดิ์เนโร สถานที่พลีชีพนั้นอยู่ใกล้กับเสาโอเบลิสก์อียิปต์ในวงเวียน (เสานี้ยังคงตั้งอยู่ในปัจจุบัน) เดิมมีก้อนหินสีแดงตั้งไว้เป็นเครื่องหมาย และจากนั้นเป็นแท่นบูชา และถัดจากนั้นเป็นมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แห่งแรก (เดิม) ในปี ค.ศ. 360 สิ่งปลูกสร้างที่ทำจากไม้ตั้งอยู่ ณ ที่นี้เป็นเวลากว่าพันปี จนกระทั่งเสื่อมสลายลงในศตวรรษที่ 15 ใน ค.ศ. 1506 พระสันตปาปาจูเลียสได้เริ่มต้นการก่อสร้างมหาวิหารแห่งใหม่ และมีศิลปินระดับปรมาจารย์สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการหลายคนเริ่มทำงานในโครงการก่อสร้างขนาดมหึมาระยะเวลานับร้อยปี มหาวิหารแห่งนี้เปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 1626 และตลอด 400 ปีที่ผ่านมา มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ได้กลายเป็นศาสนสถานที่ดำรงความศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในนิกายคาทอลิกและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอันดับแรกๆ ของโลก ผลงานวิจิตรที่ด้านนอกของมหาวิหารเป็นความร่วมมือข้ามรุ่นระหว่างบรามันเต ราฟาเอล และมิเกลันเจโล มีช่องกลางโบสถ์ขนาดมหึมาและโดมสูงเป็นสัญลักษณ์ แต่สิ่งที่ชวนตะลึงอย่างแท้จริงนั้นอยู่ด้านใน เมื่อเข้าไปด้านใน คุณจะพบกับภาพวาดฝาผนังและโมเสคฝีมือศิลปินระดับแบร์นินีและจ็อตโต ตลอดจนศิลปะล้ำค่าอีกมากมาย ประติมากรรม Pietà ของมิเกลันเจโล และประติมากรรมรูปนักบุญปีเตอร์ฝีมืออาร์โนลโฟ ดี กัมบิโอ ประตูศักดิ์สิทธิ์ของวิโก คอนซอร์ติ และแท่นบูชาที่มีชื่อเสียงฝีมือแบร์นินีควรคู่กับผลงานล้ำค่าที่ฝังอยู่ใต้ผืนดิน เช่น สุสานอันงดงามของบุคคลสำคัญในวาติกัน ไม่ว่าจะเป็นนักบุญปีเตอร์และพระสันตปาปาจอห์น ปอลที่ 2 ไม่ว่าคุณจะเป็นคาทอลิกผู้ศรัทธาหรือผู้หลงใหลในศิลปะ หรือชื่นชอบความงดงาม มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์คือที่ซึ่งคุณต้องไม่พลาด มหาวิหารนี้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรมและเปิดให้เข้าชมทุกวัน แต่เวลาเปิดจะแตกต่างกันไปในแต่ละฤดู ถ้าคุณวางแผนจะไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์วาติกันในเวลาเดียวกัน โปรดทราบว่าพิพิธภัณฑ์นั้นปิดในวันอาทิตย์ ยกเว้นวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน 
คุณสามารถเดินมาจากใจกลางเมือง เส้นทางที่ตรงที่สุดคือข้ามแม่น้ำทิเบอร์และเดินตามถนน Via della Conciliazione มาโดยตรง สามารถเดินในระยะสั้นๆ จากสถานีรถไฟเมโทร Ottaviano มาตามถนน Via Ottaviano

น้ำพุเทรวี่ กรุงโรมเป็นมหานครที่มีศิลปะเกี่ยวกับน้ำอยู่มากมาย แต่ไม่มีที่ไหนสวยงามชวนตะลึงและมีชื่อเสียงเท่ากับน้ำพุเทรวีอีกแล้ว น้ำพุเทรวีเป็นน้ำพุศิลปะบาโรกที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโรม และเป็นผลงานอมตะของนิโคลา ซาลวีและจูเซปเป ปานนินี น้ำพุนี้ตั้งชื่อตามทำเลที่ตั้งซึ่งเป็นจุดรวมถนนสามสาย (“tre vie”) ถ้าอยากได้ประสบการณ์ชมน้ำพุเทรวีอย่างสุดประทับใจ ขอแนะนำให้แวะซื้อไอศกรีมเจลาโตจากร้านค้าใกล้ๆ และหาทำเลสวยๆ บนขั้นบันไดที่ทอดลงไปยังน้ำพุ น้ำพุนี้สลักจากหินทราเวอร์ทีนและหินอ่อนคาราราเป็นหลัก จุดเด่นของน้ำพุนี้คือรูปสลักโอเชียนุสซึ่งรถลากรูปเปลือกหอยเทียมม้าและไตรตันสองตน รูปสลักของอะบันแดนซ์ เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ยืนอยู่ในซุ้มด้านซ้ายและชูเขาแห่งความอุดมสมบูรณ์ ส่วนด้านตรงข้ามเป็นรูปปั้นสวมมงกุฏช่อมะกอก ถือถ้วยและมีงูดื่มน้ำจากถ้วย คนรักต้นไม้จะสนุกกับการมองหารูปสลักต้นไม้ 30 สปีชีส์ในส่วนต่างๆ ของน้ำพุ ถ้าคุณลองเลียนแบบฉากในภาพยนตร์เรื่อง La Dolce Vita ในปี 1960 (ซึ่ง Anita Eckberg เต้นรำในน้ำ) คุณอาจต้องไปเที่ยวสถานีตำรวจเป็นรายการถัดไป แต่อย่างน้อยคุณสามารถดื่มน้ำได้ไม่มีปัญหา น้ำนี้มาจากท่อส่งน้ำอะควีดักท์ที่สร้างโดยจักรพรรดิ์ซีซาร์ออกุสตุส ซึ่งใช้งานมาตั้งแต่ ปีที่ 17 ก่อนคริสตกาล น้ำที่นี่จึงสะอาดอยู่เสมอ ถ้ามาเยี่ยมชมน้ำพุแล้วไม่ได้โยนเหรียญลงในน้ำสักครั้งก็ถือว่าการมาเยือนของคุณยังไม่สมบูรณ์ กล่าวกันว่าเมื่อโยนเหรียญหนึ่งเหรียญ คุณจะได้กลับมาเที่ยวโรมอีกครั้ง ถ้าโยนสองเหรียญคุณจะพบรักกับชาวโรม และถ้าโยนสามเหรียญรับรองว่าจะได้ยินเสียงระฆังวิวาห์แน่นอน ไม่ว่าจะได้ผลจริงหรือไม่ก็ตาม น้ำพุนี้มีผู้โยนเหรียญลงไปถึงประมาณ 4,000 ดอลลาร์ในแต่ละวัน และทุกเช้าจะมีการเก็บเหรียญขึ้นมาเพื่อบริจาคให้กับการกุศล ถ้ามีเวลา โปรดลองมาชมน้ำพุสองรอบ รอบแรกในเวลากลางวันเพื่อชมประกายของหินทราเวอร์ทีนสะท้อนแสงแดด และมาชมอีกครั้งในเวลากลางคืนที่น้ำพุอาบด้วยแสงสีทอง น้ำพุเทรวีตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม ทางตะวันออกของถนน Via del Corso อยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น บันไดสเปน สถานีรถไฟเมโทร Barberini อยู่ห่างจากน้ำพุนี้ไม่ไกล

บันไดสเปน คือขั้นบันไดยิ่งใหญ่แฝงเรื่องราวของอดีตอันเกรียงไกร เป็นหัวใจของกรุงโรมทั้งในทางกายภาพและความสำคัญ ในโลกของเรามีขั้นบันไดชื่อดังอยู่มากมาย ตั้งแต่บันได Potemkin ในโอเดสซา ยูเครนไปจนถึง Escadaria Selaron ในริโอ เดอจาเนโร บราซิล แต่จะมีสักกี่แห่งที่สามารถเทียบได้กับบันไดสเปนของโรม ถ้าเทียบกับสถานที่เที่ยวสำคัญอันเป็นโบราณสถานของโรมแห่งอื่นแล้ว บันไดสเปนนั้นเป็นส่วนที่ค่อนข้างใหม่สำหรับเมืองนี้ แต่ก็ยังมีอายุเก่าแก่กว่าการสถาปนาประเทศสหรัฐอเมริกา บันไดนี้ตั้งชื่อตามสถานทูตสเปนที่เคยตั้งอยู่ที่นี่ ในปี ค.ศ. 1717 สถาปนิกฟรานเชสโก เดอ แซงติส ร่วมกับอเลสซานโดร สเปคคี ได้พัฒนาแบบสำหรับบันได 138 ขั้นซึ่งจะนำไปสู่โบสถ์ตรินิตา เด มอนตี บันไดนี้ประกอบด้วยเส้นโค้ง เส้นตรง ภาพปริทรรศน์และระเบียงรวมอยู่ในการออกแบบที่ผสมผสานเข้ากับสถาปัตยกรรมของปิอัซซาที่อยู่โดยรอบ นับจากนั้นเป็นต้นมา บันไดแห่งนี้ได้กลายเป็นส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์ของกรุงโรม ในศตวรรษที่ 18 และ 19 บันไดสเปนได้กลายเป็นสถานที่พบปะของศิลปิน นักเขียน ชาวสังคมและโบฮีเมียน ในศตวรรษที่ 20 สถานที่นี้กลายเป็นภาพอมตะในจอเงินในภาพยนตร์เรื่องต่างๆ ตั้งแต่ Bicycle Thieves (1948) และ Roman Holiday (1953) ไปจนถึง The Talented Mr. Ripley (1999) ในปัจจุบัน ถึงแม้ว่ากิจกรรมฆ่าเวลาอย่างการปิกนิกและกินไอศกรีมบนขั้นบันไดจะกลายเป็นสิ่งต้องห้ามไปแล้ว แต่บันไดสเปนยังคงเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่มานั่งคุยกันและชมความงามของเมือง ที่ด้านบนสุดของบันไดมีโบสถ์สวยสมัยศตวรรษที่ 16 และที่ฐานบันไดมีปิอัซซาดีสปัญญาสมัยศตวรรษที่ 17 พร้อมกับผลงานชิ้นเอกของแบร์นินี คือน้ำพุบาร์คาชชาเป็นจุดศูนย์กลาง นั่งเล่นบนขั้นบันได คุยกับเพื่อนและชมพระอาทิตย์ตก แล้วคุณจะได้สัมผัสถึงสเปนในภูมิสถาปัตย์ของโรมัน บันไดสเปนตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม นั่งรถไฟเมโทรสาย A (สายสีแดง) ไปที่สถานี Spagna ซึ่งอยู่ติดกับบันได รถโดยสารประจำทางมีขนาดใหญ่เกินไปสำหรับถนนแคบๆ ในพื้นที่นี้ แต่มีป้ายจอดรถประจำทางหลายป้ายใกล้กับปิอัซซาเอลโปโปโล ซึ่งใช้เวลาเดินไปอีกประมาณ 10 นาที

โคลอสเซียม คือความอัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรมตัวจริง มีอายุกว่า 2,000 ปี และถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดสิ่งของโลก "ยุคใหม่" โคลอสเซียมสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 80 ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิ์ติตุส ถือเป็นเวทีการแสดงกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ก่อสร้างขึ้นในจักรวรรดิ์โรมัน ในอดีตที่นี่เคยรองรับผู้ชมถึง 50,000 คนที่มาเชียร์และชมการต่อสู้ของกลาดิเอเตอร์ การประหารและการจำลองการสู้รบ ถึงแม้จะไม่มีผู้ชมจำนวนมหาศาลแล้ว แต่สิ่งปลูกสร้างนี้ได้ยืนหยัดท้ามหันตภัยอย่างแผ่นดินไหว การโจรกรรมก้อนหินและมลพิษจากรถยนต์ และยังคงยืนตระหง่านอยู่ใจกลางกรุงโรมในทุกวันนี้ ถ้าคุณวางแผนล่วงหน้าและซื้อตั๋วที่รวมการเข้าชมโคลอสเซียม โรมันฟอรัม และเนินเขาปาลาทีนไว้ด้วยกัน จะสามารถเข้าชมโบราณสถานอันเลื่องชื่อนี้โดยไม่ต้องรอคิวยาวเหมือนใครๆ แต่ต่อให้คุณต้องยืนรอคิวก็ไม่ต้องกังวล เพราะสิ่งที่คุณจะได้พบเห็นในเวทีกลางแจ้งอันโอฬารนี้คุ้มค่าการรอคอยแน่นอน ถ้าต้องการเที่ยวให้คุ้มสุดคุ้ม คุณสามารถชำระเงินเพื่อใช้บริการนำเที่ยวเมื่อเข้าสู่บริเวณภายในแล้ว และยังสามารถเช่าอุปกรณ์ให้เสียงบรรยายได้ด้วย ถึงแม้ว่าภายในโคลอสเซียมจะเสื่อมโทรมไปมากแล้วโดยส่วนใหญ่ แต่ยังมีอะไรให้ดูอีกมากมาย หัวใจของสิ่งปลูกสร้างนี้คือไฮโปเจียม บางส่วนของเครือข่ายห้องใต้ดินซึ่งในอดีตอยู่ใต้พื้นของสนามประลอง เดินลัดเลี้ยวไปตามเสาและต้นไม้ได้ตามที่คุณต้องการ นอกจากนี้คุณยังสามารถเดินชมอุโมงค์ใต้ดินที่โยงใยเป็นเครือข่าย เป็นที่ซึ่งกลาดิเอเตอร์เตรียมปลุกขวัญให้ฮึกเหิมก่อนที่จะออกมาเผชิญหน้ากับฝูงชน และเดินชมชั้นสามของโคลอสเซียม ทั้งนี้คุณจะต้องมีผู้นำทางพิเศษและต้องจองล่วงหน้า แต่ถ้าจองไม่ทัน คุณยังสามารถเดินรอบอาคารด้านนอกเพื่อชื่นชมซุ้มโค้งที่มีสามชั้นและดูกลวิธีการออกแบบและก่อสร้างอันแยบยล ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือซุ้มโค้งชั้นล่างสุดซึ่งไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ใช้เป็นวิธีควบคุมฝูงชน ถึงแม้ว่าจะไม่มีการต่อสู้ประลองฝีมือของกลาดิเอเตอร์และการล่าสัตว์ในนี้แล้ว แต่โคลอสเซียมยังคงทำหน้าที่เป็นฉากหลังอันตระการสำหรับงานคอนเสิร์ตฤดูร้อน ซึ่งมักจะเป็นนักดนตรีระดับโลกอย่างพอล แมคคาร์ทนีย์หรือไซมอนและการ์ฟังเกิล เพราะฉะนั้นโปรดตรวจสอบกำหนดการก่อนที่จะไป โคลอสเซียมตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม มีทั้งป้ายหยุดรถประจำทางและสถานีรถไฟเมโทร Colosseo อยู่ใกล้เคียง

ประตูชัยคอนสแตนติน ประตูชัยขนาดมหึมานี้เป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานไม่กี่ชิ้นที่หลงเหลืออยู่จากยุคสมัยอาณาจักรโรม มันได้รับการตกแต่งประดับประดาด้วยรูปปั้นและลวดลายหรูหรามากมาย
ประตูชัยคอนสแตนตินแห่งนี้ตั้งอยู่อย่างภาคภูมิที่ปลายของเส้นทางศักดิ์สิทธิ์อันเป็นประวัติศาสตร์ และเป็นสิ่งย้ำเตือนอันเด่นชัดถึงอาณาจักรที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์อย่างมาก ตระการตาไปกับขนาดของประตูโค้งซึ่งโดดเด่นแม้มองจากระยะไกล เดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อสำรวจผลงานการแกะสลักตกแต่งอันน่าทึ่ง ที่บอกเล่าเรื่องราวของมหาสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของอาณาจักรโรมโบราณ
ประตูชัยแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะของจักรพรรดิคอนสแตนตินในการสู้รบที่สะพานมิลเวียน คอนสแตนตินมีชัยเหนือแม็กเซ็นเทียสผู้เป็นทั้งจักรพรรดิร่วมและศัตรูในปี 312 และประตูชัยแห่งนี้ก่อสร้างเสร็จสามปีหลังการสู้รบดังกล่าว ประตูชัยนี้ถือได้ว่าเป็นอนุสาวรีย์ยุคโบราณที่มีชื่อเสียงและมีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงโรม
หากเดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อยืนหน้าโค้งของประตูชัย ก็จะได้เห็นรูปปั้นของนักโทษชาวเดเซียนทั้งแปดที่ดูราวกับมีชีวิต ซึ่งตั้งอยู่เหนือยอดเสาหลักของประตูโค้งทั้งสองด้าน เช่นเดียวกับส่วนประกอบอื่นๆ ที่อยู่บนประตูชัยแห่งนี้ รูปปั้นทั้งแปดถูกขโมยมาจากอนุสาวรีย์เก่าแก่ชิ้นอื่น ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่จักรพรรดิองค์อื่นๆ ก่อนหน้า
จุดที่น่าสนใจอื่นๆ ของประตูชัยนี้ คือประติมากรรมนูนรูปวงกลมที่อยู่เหนือทางเดินด้านข้าง ประติมากรรมเหล่านี้ครั้งหนึ่งเคยถูกใช้เพื่อตกแต่งอนุสาวรีย์ของจักรพรรดิเฮเดรียน ซึ่งปัจจุบันได้สูญหายไปแล้ว หากสำรวจประติมากรรมนูนเหล่านี้ใกล้ๆ ก็จะได้เห็นภาพจักรพรรดิคอนสแตนตินซึ่งกำลังล่าสิงโตและหมูป่า และภาพจักรพรรดิกำลังทำพิธีเพื่อบูชายัญเหล่าทวยเทพองค์ต่างๆ เช่น เฮอร์คิวลีสและ อพอลโล
สำรวจรอยสลักบนผนังที่ประดับอยู่บนส่วนต่างๆ ของด้านล่างประตูชัย ผลงานการแกะสลักเหล่านี้ หลายชิ้นบอกเล่าเรื่องราวที่นำไปสู่ชัยชนะของคอนสแตนติสในการต่อสู้กับแม็กเซ็นเทียส และนับได้ว่าเป็นหนึ่งการตกแต่งที่น่าทึ่งที่สุดของประตูชัย ชื่นชมกับการเอาใจใส่ในรายละเอียดอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งจะเห็นได้จากภาพแกะสลักทั้งแปดภาพ ภาพที่น่าสะดุดตาและควรค่าแก่การชมที่สุด คือภาพสลักของการรบที่เวโรนา และส่วนรอยสลักที่แสดงภาพขององค์จักรพรรดิแจกจ่ายเงินให้กับเหล่าประชาชน
ประตูชัยคอนสแตนตินตั้งอยู่บนเส้นทางศักดิ์สิทธิ์ เยื้องกับ Colosseum สามารถนั่งรถใต้ดินมายังสถานี Colosseo หรือเดินมาจากใจกลางเมืองได้โดยตรง

โรมันฟอรัม สำรวจแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และดื่มด่ำกับบรรยากาศของโบราณสถานที่เป็นจุดเริ่มต้นของจักวรรดิ์โรมัน ในยุคที่รุ่งเรืองสูงสุดจักวรรดิ์โรมันครอบครองพื้นที่ 2.5 ล้านตารางไมล์ (6.5 ล้านตารางกิโลเมตร) แต่ศูนย์กลางของอาณาจักรอันยิ่งใหญ่นี้คือโรมันฟอรัม ซึ่งปัจจุบันเป็นเพียงซากปรักหักพังที่บ่งบอกถึงพลังอำนาจของจักรพรรดิ์และกองทัพอันน่าเกรงขามในยุคโบราณ ถึงแม้ว่าตัวโรมันฟอรัมเองนั้นจะมีขนาดค่อนข้างเล็ก แต่คุณอาจเดินผ่านอัญมณีทางโบราณคดีไปได้โดยไม่รู้ตัว สิ่งปลูกสร้างนี้อาจมีข้อมูลประกอบไม่เพียงพอเท่าที่ควรจะเป็น แต่คุณสามารถรับอุปกรณ์ให้เสียงบรรยายซึ่งคิดค่าบริการเพียงเล็กน้อยได้จากบูธให้บริการข้างซุ้มประตูแห่งติตุส ซึ่งอยู่ใกล้กับโคลอสเซียม จุดสนใจใกล้กับฟอรัมได้แก่เสาด้านหน้าของวิหารแซทเทิร์น (ตั้งอยู่ปลายสุดด้านตะวันตกเฉียงเหนือของพื้นที่) ซึ่งเป็นโบราณสถานเก่าแก่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ในกลุ่มสิ่งปลูกสร้างในที่นี้ และซุ้มประตูหินอ่อนแห่งเซปติมุส เซเวรุสซึ่งสร้างในปี ค.ศ. 203 เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของจักรพรรดิ์ที่มีต่อชาวปาร์เธียน จุดเด่นอีกแห่งที่ได้รับความนิยมก็คือซุ้มประตูแห่งติตุส (ศตวรรษที่ 1) วิหารแห่งเวสตาและโบสถ์ซานติลูคา เอ มาร์ตินา (ทั้งสองแห่งเป็นสิ่งปลูกสร้างสมัยศตวรรษที่ 7) แต่ภายในสถานที่นี้มีอนุสรณ์สถานกระจัดกระจายอยู่นับร้อยแห่ง มีบางแห่งที่ผู้คนอาจไม่ค่อยได้ยินชื่อแต่ควรค่าแก่การไปเยี่ยมชม เช่น พื้นโมเสคหินอ่อนสีภายในคูเรีย จูเลีย ซึ่งเป็นอาคารที่บรรดาวุฒิสมาชิกใช้เป็นที่อภิปราย ในการไปเยี่ยมชมฟอรัมขอแนะนำให้วางแผนไปชมคู่กับโคลอสเซียม เนื่องจากค่าผ่านประตูจะรวมทั้งสองสถานที่ (ตลอดจนเนินเขาปาลาทีน) บัตรเข้าชมนี้มีอายุสองวัน ดังนั้นคุณจึงสามารถใช้เวลาชมสถานที่ต่างๆ ได้อย่างละเอียด แต่โปรดทราบว่าฟอรัมจะเปิดถึง 18.00 น. ในฤดูร้อนและเปิดถึง 13.00 น. ในวันอาทิตย์ ภายในสถานที่นี้มีร่มเงาให้หลบแดดน้อย ดังนั้นขอแนะนำให้เตรียมทาโลชันกันแดดไว้ด้วย ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน ขอให้เตรียมพร้อมรับความอัศจรรย์ ถึงแม้โบราณสถานจะดูโบราณ แต่ทันทีที่คุณเริ่มเดินไปตามถนน Via dei Fori Imperiali คุณจะได้เห็นโรมันฟอรัมในมุมที่ชวนตะลึงอย่างไม่ต้องมีคำถามใดๆ
ทางเข้าหลักอยู่ที่ถนน Via dei Fori Imperiali แต่สามารถเข้าทางถนน Via San Gregorio 30 ได้เช่นกัน
ฟอรัมนี้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม มีทั้งป้ายหยุดรถประจำทางและสถานีรถไฟเมโทร Colosseo อยู่ใกล้เคียง

หอเอนปิซ่า หอระฆังทรงกระบอกอันเป็นสัญลักษณ์แห่งปิซานี้เปรียบเหมือนอัญมณีชิ้นเด่นของเมือง ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลกด้วยลักษณะที่เอนอย่างน่าประหลาดใจ
หอเอนปิซา เป็นสิ่งก่อสร้างอันโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปซึ่งได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมจากทั่วโลก ที่จริงแล้วหอเอนปิซานี้เป็นหอระฆังสไตล์โรมาเนสก์ซึ่งตั้งอยู่อย่างอิสระของมหาวิหารอันยิ่งใหญ่ในจัตุรัส Piazza dei Miracoli แม้ว่าสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ของหอจะน่าสนใจ แต่คนส่วนใหญ่ก็มาที่นี่เพียงเพื่อดูและเก็บภาพสัญลักษณ์แห่งอิตาลีที่เอนเอียงอย่างน่าฉงนนี้
หากคุณมาแล้วเจอคิวยาวก็ไม่ต้องกังวล เพราะในระหว่างที่รอก็มีสถาปัตยกรรมอันน่าตื่นตาที่สุดส่วนหนึ่งของอิตาลีรายล้อมคุณอยู่ ใช้เวลาในช่วงนี้ศึกษาเกร็ดความรู้น่าสนใจเกี่ยวกับหอระฆังนี้จากหนังสือท่องเที่ยวของคุณ หรือจากบทแนะนำสั้นๆ เกี่ยวกับประวัติและสไตล์ของหอเอนปิซาที่ทางเข้า

ซานตามาเรีย เดอฟิโอเร่ วิหาร “เซนต์แมรีแห่งบุปผา” และโดมที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของฟลอเรนซ์
วิหารซานตามาเรียเดลฟิโอเรยังเป็นที่รู้จักกันในนาม ดูโอโม ซึ่งเป็นภาษาอิตาลีที่แปลว่า วิหาร สิ่งที่ยืนหยัดอยู่บนเส้นขอบฟ้าของฟลอเรนซ์ก็คือโดมอันงดงามของดูโอโม ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จที่สำคัญที่สุดทางด้านสถาปัตยกรรมของยุคเรอเนสซองส์ ภายในวิหาร คุณจะพบกับหน้าต่างกระจกสีและภาพปูนเปียกของศิลปินชั้นครูของอิตาลี และตัวอย่างของนาฬิกาแบบโอรา อิตาลิกา ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ในหลายๆ จุด ส่วนที่น่าสนใจที่ควรค่าแก่การชมที่สุดก็คือการเข้าไปมองตัวอาคารนี้ใกล้ๆ
แปลนของวิหารแห่งนี้ถูกเขียนขึ้นครั้งแรกในปี 1294 โดยสถาปนิกนามอาร์โนลโฟ ดิ คัมบิโอ และการก่อสร้างเริ่มขึ้นในอีกสองปีต่อมา ตัวอาคารได้รับการเจิมในปี 1436 จากความร่วมมือของสถาปนิกหลายคน ผู้ที่ไม่สามารถลืมได้เลยก็คือ ฟิลิปโป บรูเนลเลสชี ผู้ออกแบบโดม ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 149 ฟุต (45.5 เมตร) จีงเป็นโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดในโดมทั่วโลก และยังคงเป็นโดมที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่สร้างด้วยอิฐและปูนแม้ในปัจจุบัน ขึ้นบันได 463 ขั้น (ที่นี่ไม่มีลิฟต์) ของโดมเพื่อชมทิวทัศน์อันกว้างไกลของเมือง มีค่าธรรมเนียมในการเยี่ยมชมโดม

จัตุรัสเดลลาซินญอเรีย จัตุรัสที่คึกคักแห่งนี้คือบ้านของเดวิดของมิเกลันเจโล รวมถึงคาเฟ่มากมาย อุฟฟิซีที่มีชื่อเสียงระดับโลก และแกลเลอรีรูปสลักกลางแจ้ง
นั่งที่โต๊ะกลางแจ้งในคาเฟ่และภัตตาคารหลายแห่งในเปียซซาเดลซิญญอเรียแห่งนี้ ดูผู้คนเดินไปมาเหมือนที่เคยเป็นเมื่อเจ็ดศตวรรษที่ผ่านมา ในเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางการเมืองและการปกครองแห่งนี้ นักแสดงบนถนนที่หรูหรา นักท่องเที่ยวมากมายและชาวเมืองที่ไม่อยู่เฉยไปๆ มาๆ ในจัตุรัสรูปตัวแอลที่ตั้งอยู่หน้าอาคารที่เป็นที่รู้จักหลายแห่งของฟลอเรนซ์
การก่อสร้างปาลาซโซเวคคิโอในปี 1302 ทำให้เปียซซาแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตของชาวฟลอเรนซ์ เช่นเดียวกับในปัจจุบัน ปาลาซโซยังเป็นที่ว่าการเมืองหลักของฟลอเรนซ์ การเลือกตั้งสาธารณะ จลาจลและการประหารเกิดขึ้นที่นี่ ภายใต้สายตานิ่งๆ ของรูปสลักเดวิดจำลองของมิเกลันเจโล ที่ยืนอยู่หน้าประตู รูปสลักดั้งเดิมถูกย้ายไปที่แกลเลอรีอัคคาเดเมีย (Galleria dell'Accademia) ในปี 1873
เดินชมแกลเลอรีรูปสลักเปิดโล่งใต้โค้งกว้างสามอันของลอจจา เดอี ลานซี รูปสลักหลายรูปที่นี่เป็นของจำลอง ของดั้งเดิมถูกย้ายไปไว้ในพิพิธภัณฑ์หลายๆ แห่ง แต่คุณก็จะพบว่าของจำลองก็น่าดึงดูดไม่แพ้กัน รูปสลักสำริดเพอร์ซีอุสโดยประติมากรเซลลินี ซึ่งถือหัวของเมดูซา ท้าทายให้ผู้คนต่อต้านตระกูลเมดิชี ขณะที่สิงโตหินอ่อนคู่ของเมดิชีแสดงถึงอำนาจที่ตระกูลเคยมี
หยุดพักที่น้ำพุเนปจูนของอัมมานนาติ ที่เฉลิมฉลองความสำเร็จด้านการเดินเรือของฟลอเรนซ์ มองลงไปเพื่อหาแผ่นสำริดที่ระลึกถึงนักบวชซาโวนาโรลาผู้เคร่งศาสนา ซึ่งถูกประหารชีวิตที่นี่ในปี 1498
หอศิลป์อุฟฟิซิ (Galleria degli Uffizi) และแถวที่ดูเหมือนจะไม่มีวันหายไปของนักท่องเที่ยวที่รอเข้าชมผลงานของบอตติเชลลี ดาวินชี และอื่นๆ คือไฮไลต์ของเปียซซาแห่งนี้ มีวังหลายแห่ง เช่น วัง Palazzo Ugoccioni และวัง Palazzo dei Buonaguisi เพิ่มบรรยากาศที่หรูหราให้แก่จัตุรัสแห่งนี้
เปียซซาเดลซิญญอเรียเป็นสถานที่ที่ตื่นตาและคึกคักอยู่ตลอดเวลา สามารถเข้าชมได้อย่างไม่มีข้อจำกัดตลอด 24 ชั่วโมง

สะพานเวคคิโอ เดินทางไปบนสะพานที่ไม่เหมือนใครของฟลอเรนซ์ ซึ่งรอดพ้นจากการทำลายของนาซีเนื่องจากความสวยงาม และยังเป็นบ้านของเหล่าพ่อค้าอัญมณีมากว่าสี่ศตวรรษ เมื่อเดินทางมาถึงปอนเตเวคคิโอ ลองมองเข้าไปในหน้าต่างร้านช่างทองหลายแห่ง ซึ่งอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เพลิดเพลินกับการชมทิวทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำอาร์โนจากระเบียงกลางของสะพาน นักแสดงบนถนน ศิลปินและนักท่องเที่ยวสร้างบรรยากาศที่คึกคักตลอดทั้งวัน เมื่อร้านรวงต่างๆ ปิดในยามเย็น สะพานจะมีบรรยากาศที่โรแมนติก และเหมาะกับการเดินเที่ยวแบบโรแมนติก ปอนเตเวคคิโอ (สะพานเก่า) คือสะพานที่เก่าแก่ที่สุดของฟลอเรนซ์ บันทึกของสะพานในสถานที่แห่งนี้ย้อนกลับไปในปี 996 ถึงแม้ว่าสะพานที่คุณเห็นอยู่นี้จะถูกสร้างขึ้นในปี 1345 ก็ตาม สะพานนี้มีโค้งสามอันคร่อมแม่น้ำ ร้านรวงสีเหลืองสดใสและหน้าต่างสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ ที่สะท้อนบนผิวน้ำเป็นหนึ่งในภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของฟลอเรนซ์ มีเพียงสะพานเท่านั้นที่ไม่ได้ถูกเยอรมันระเบิดไปในสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องจากถอยทัพออกไปเสียก่อน ตำนานกล่าวว่า นั่นเป็นคำสั่งโดยตรงจากฮิตเลอร์ เมื่อคุณเดินผ่านสะพาน ลองหยุดดูร้านขายอัญมณีสักแห่งจากร้านที่มีมากมาย ซึ่งจำหน่ายสินค้าตั้งแต่ของโบราณอันหาค่ามิได้ ไปจนถึงของที่ระลึกที่ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้ ช่างทองรวมตัวกันอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี 1593 เมื่อจักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่หนึ่งบัญชาให้คนขายเนื้อและผักผลไม้ออกไป เนื่องจากกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์จากธุรกิจเหล่านั้น พบรูปปั้นครึ่งตัวของช่างทองชื่อดัง Cellini ที่กลางสะพาน โดยมีวิวของแม่น้ำอาร์โนที่งดงามเป็นฉากหลัง มองขึ้นไปข้างบน แล้วคุณจะพบกับ Vasari Corridor (Corridoio Vasariano) แกรนด์ดยุคคอร์ซิโมที่หนึ่งได้บัญชาให้ Visaro สร้างทางเดินนี้ขึ้นในปี 1565 เพื่อให้ตนสามารถเดินจากที่ว่าการเมือง (ปาลาซโซเวคคิโอ) ไปถึงที่พักของเขาในปาลาซโซ ปิตติ ได้โดยไม่มีผู้รบกวน ตำนานพื้นเมืองกล่าวว่า คู่รักที่ล็อกแม่กุญแจบนสะพานและโยนกุญแจทิ้งลงในแม่น้ำจะผูกพันกันตลอดกาล คุณอาจเห็นแม่กุญแจมากมายล็อกติดกันส่วนต่าง ๆ ของสะพาน แต่ขอแนะนำว่าคุณอย่าทำตาม เนื่องจากความเสียหายจากแม่กุญแจทั้งหลายจึงทำให้เจ้าหน้าที่สั่งปรับทุกคนที่ทำเช่นนั้น สามารถเข้าถึงสะพานนี้ได้ตลอดทั้งวัน

จตุรัสซานมาร์โค ได้ชื่อว่าเป็นจัตุรัสที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในอิตาลี ในบริเวณจัตุรัสจะมีร้านค้าและร้านอาหารไว้
คอยบริการมากมาย รอบๆ จัตุรัสมีอาคารที่สำคัญสองแห่งคือ หอระฆัง และหอนาฬิกา
หอระฆัง (Campanile) เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในเวนิส นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปข้างบนเพื่อชมวิวของเมืองและลำน้ำได้ หอระฆังแห่งนี้เป็นที่ที่กาลิเลโอเคยทำการสาธิตกล้องส่องทางไกลของเขา เดิมทีหอนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ช่วยเหลือนักเดินเรือในตอนกลางคืน แต่ในยุคกลางกลับถูกใช้เป็นที่คุมขังนักโทษ อย่างไรก็ตาม หอระฆังแห่งนี้เคยพังทลายลงในปี ค.ศ. 1902 และได้รับการก่อสร้างขึ้นใหม่ โดยเสร็จสมบูรณ์ในปี 1912 เปิดให้ขึ้นไปชมวิวเมืองได้ทุกวัน โดยเวลาที่เปิดจะแตกต่างกันไปในแต่ละฤดู โดยในฤดูร้อนเปิดตั้งแต่เวลา 9.00 - 19.00 น. ค่าเข้าชมคนละ 5.20 ยูโร

พระราชวังดอจ เป็นพระราชวังสไตล์โกธิคของดยุคผู้ครองเมืองเวนิส ซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 9 ภายในพระราชวังประดับด้วยทองคำ และมีภาพจิตรกรรมมากมาย นอกจากความสวยงามโอ่อ่านี้ ชั้นใต้ดินของวัง ยังมีคุกขังนักโทษ ซึ่งถูกเชื่อมด้วยทางเดินแคบๆ ไปยังสะพานข้ามคลองสู่แดนคุมขัง สะพานแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกว่า สะพานถอนหายใจ (Ponte dei Sospiri หรือ Bridge of Sighs) ตามอาการของนักโทษที่เดินข้ามสะพานและกำลังจะหมดอิสรภาพ

สะพานถอนหายใจ สะพานนี้ใช้เดินข้ามเพื่อไปเข้าคุกที่อยู่อีกฝั่ง วิวที่เห็นจากสะพานนี้จะเป็นวิวที่สวยงามของเมืองเวนิส แสงสว่างที่เห็นจากช่องสะพาน นักโทษจะได้เห็นเป็นครั้งสุดท้ยก่อนเข้าคุก และจะถอนหายใจด้วยเหตุผลนี้ เพราะรู้ตัวว่าจะไม่มีโอกาสเดินออกมาเห็นแสงสว่างอีกแล้ว ตามประวัติมีอยู่คนเดียวที่ได้ออกมาเขาคือ… คาสโนว่า นักรักผู้ยิ่งใหญ่เวนิสที่คลองมากกว่า 100 คลอง จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เวนิสมีสะพานกว่า 400 สะพาน สะพานนี้เดิมชื่อ Antonio Contino's bridge สร้างในราวปี ค.ศ.1600 สร้างข้าม Rio di Palazzo เชื่อมระหว่าง Doge's prisons (ด้านขวา - เดิมเป็นศาสนสถาน) กับ inquisitor's rooms ของพระราชวัง (ด้านซ้าย)
ในศตวรรษที่ 17 ศาสนสถานถูกเปลี่ยนเป็นคุก สะพานนี้ถูกเรียกว่า สะพานถอนหายใจ เพราะว่าเป็นสะพานที่นักโทษทุกคนจะเห็นความงามของ S.Giorgio และน่านน้ำเวนิสเบื้องหน้า ผ่านหน้าต่างของสะพานแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนสิ้นสุดอิสระภาพ...ทุกคนจึง..ถอนหายใจ สะพานแห่งนี้มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 19 เมื่อ Lord Byron เขียนไว้ในบทกวีที่มีชื่อเสียงของเขา "Childe Harold's Pilgrimage" ว่า "I stood in Venice on the Bridge of Sighs, a palace and prison on each hand".
ท่าเรือกอนโดล่า ตอนนั้นค่านั่งเรือประมาณ 1,200 บาท ต่อครึ่งชั่วโมงแต่ไม่ได้นั่งหรอก เพราะไม่มีเวลาพอ ใช้เวลาไปเดินชมร้านค้าและสถาปัตยกรรมอื่นๆ แทน

มหาวิหารดูโอโม่ มหาวิหารแห่งมิลาน (Duomo di Milano) เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของเมืองมิลาน และเป็นวิหารหินอ่อนสถาปัตยกรรมโกธิกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งใช้เวลาสร้างนานถึง 500 ปี ลักษณะเด่นของวิหารที่นอกเหนือจากความวิจิตรงดงามแล้ว ยังประดับประดาไปด้วยรูปปั้นนับกว่า 3000 รูป ลานกว้างด้านหน้าดูโอโมที่มีอนุสาวรีย์ พระเจ้าวิกเตอร์เอมมานูเอลที่ 2 ทรงม้า คือสถานที่จัดงานสำคัญต่างๆ และเป็นที่พบปะของผู้คน รอบๆดูโอโมคือศูนย์รวมร้านค้าแหล่งช้อปปิ้งชั้นนำ ดูโอโมแห่งมิลาน สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิกที่อลังการมากอันแสดงถึง ความเชื่อศรัทธาในคริสต์ศาสนา และความยิ่งใหญ่ของพระศาสนจักร ในการเผยแผ่ความเชื่อคริสตชน ในเขตลอมบาเดีย ทางภาคเหนือของประเทศอิตาลี ถือเป็นอาสนวิหารแม่ของอัครสังฆมณฑลมิลาน ซึ่งเป็นอัครสังฆมณฑลที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แกลลอเรียวิคเตอร์ เอ็มมานูเอ็ลที่ 2 เป็นอาคารศูนย์การค้า ห้างเก่าแก่อาคารกระจกเก่าแก่และสง่างามที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เป็นศูนย์รวมสินค้าแบรนด์เนมอันทันสมัย มมีสินค้ามากมายให้เลือกซื้อไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองท้า และนาฬิกา แบรนด์เนมชื่อดังมากมาย อาทิ หลุยส์ วิตตอง,พราด้า,เฟอรากาโม่,อาร์มานี่,เวอร์ซาเช่ หรือ เลือกซื้อสินค้าพื้นเมือง

Casa di Giulietta (บ้านของจูเลียต) เป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองนี้ เพราะเป็นสถานที่สมมติให้เป็นบ้านของ จูเลียต ตัวละครเอกที่อยู่ในวรรณกรรมชื่อดังก้องโลก “โรมิโอ แอนด์ จูเลียต (Romeo and Juliet)” ละครโศกนาฏกรรมความรักที่มีฉากดำเนินเรื่องในเมืองเวโรนา ประพันธ์โดย วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) ปี ค.ศ. 1595 ใช้บรรยากาศและความรักของหนุ่มสาวจากสองตระกูลขุนนางที่มีความขัดแย้งกันในเวโรน่า แต่งเป็นบทละครขึ้นมา
จุดเด่นของบริเวณบ้านคือ กำแพงที่เต็มไปด้วยข้อความและคำอธิษฐานเกี่ยวกับความรัก ทั้งเขียน แปะ เพ้นท์ รวมถึงกุญแจคล้องประตู หรือตามผนังมีชื่อคู่รักหนุ่มสาวเต็มไปหมดจนแทบไม่มีที่ว่าง จากนักท่องเที่ยวบ้าง จากคนในอิตาลีบ้าง เพราะเชื่อว่าจะทำให้ความรักมั่นคงยืนยาวเหมือนโรมิโอกับจูเลียตที่รักกันชั่วนิรันดร์ ส่วนด้านในบริเวณบ้านจะจุดเด่นมีอยู่ 2 แห่งคือ รูปปั้นของจูเลียต ซึ่งสร้างตามจิตนาการของผู้แต่ง มีความเชื่อว่าถ้าใครได้จับหรือสัมผัสตรงหน้าอกของจูเลียตพร้อมอธิษฐานจะเจอกับรักแท้ในไม่ช้าก็เร็ว

ซอเรนโต้ เมืองตากอากาศเล็กๆ ริมอ่าวเนเปิ้ล แต่ชื่อเสียงของเมืองในฐานะเมืองท่องเที่ยวของอิตาลีนั้นไม่ได้เล็กตามขนาดของเมือง ตัวเมืองตั้งอยู่บนหน้าผาสูง และไล่ระดับลงมาตามความลาดชันจนลงมาถึงระนาบเดียวกันกับหาดทรายสีเทาที่ได้รับการจัดระเบียบไว้อย่างเรียบร้อย ณ ด้านบนของตัวเมืองออกสู่อ่าวเนเปิ้ล ที่ฝั่งตรงข้าม เราสามารถมองเป็นภูเขาไฟวิซูเวียสยืนเด่นเป็นสง่าน่าเกรงขาม ภูเขาไฟลูกเดียวกันนี้ที่เมื่อเกือบ 1700 ปีที่ผ่านมาถล่มเมืองปอมเปอีเสียเรียบเป็นหน้ากลอง

เกาะคาปรี นั้นเป็นดาวเด่นอยู่ที่อ่าวเนเปิ้ลในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ณ อดีตกาล สองเมืองสวยที่เสมือนคู่แข่งกันมาตลอดกาล คาปรีที่ตั้งอยู่ที่ด้านล่างของเกาะบริเวณชายหาดงาม และอนาคาปรีที่มีชัยภูมิอยู่บนจุดหน้าผาสูง การเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างคนสองเมืองเป็นไปได้อย่างยากลำบาก แต่ในปัจจุบัน เมืองทั้งสองกลายเป็นเมืองพี่เมืองน้องที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน และถูกเชื่อมต่อกันด้วยถนนสายเล็กที่มีไว้บริการชาวเมืองและนักท่องเที่ยวจากแดนไกล

ถ้ำสีน้ำเงิน ที่อิตาลี เป็นหนึ่งในถ้ำน้อยใหญ่กว่า 10 แห่ง ณ เกาะคาปรีเกาะสวรรค์ทางตอนใต้ของอิตาลี เหตุที่ถ้ำแห่งนี้แตกต่างจากแห่งอื่นจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกเนื่องจากภายในถ้ำแห่งนี้นั่นถูกฉาบด้วยแสงสีฟ้าสวยงาม ที่เกิดจากสีของน้ำทะเลสะท้อนกับแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาจากปากทางเข้าถ้ำ เกิดเป็นภาพมหัศจรรย์ ที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่ได้พบเห็น

Leave a Reply