บาธ เป็นเมืองที่มีฐานะนครในมณฑลซอมเมอร์เซ็ทในภาคการปกครองตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ บาธตั้งอยู่ห่างจากลอนดอนไปทางตะวันตก 156 กิโลเมตร และจากบริสตอลไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 21 กิโลเมตร บาธมีประชากรทั้งหมดประมาณ 80,000 คน บาธได้รับพระราชทานฐานะเป็น “นคร” โดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 ในปี ค.ศ. 1590, และได้เป็นเทศบาลมณฑล ในปี ค.ศ. 1889 ที่ทำให้บาธเป็นอิสระจาการบริหารของมณฑลซอมเมอร์เซ็ท บาธเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลเอวอนเมื่อเอวอนได้รับฐานะเป็นมณฑลในปี ค.ศ. 1974 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 เมื่อมณฑลเอวอนถูกยุบบาธก็กลายเป็นศูนย์กลางของรัฐบาลท้องถิ่นระดับเดียวของบาธและตะวันออกเฉียงเหนือของซอมเมอร์เซ็ท (B&NES) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลภูมิศาสตร์แห่งซอมเมอร์เซ็ท ตัวเมืองบาธตั้งอยู่เนินหลายลูกในหุบเขาของแม่น้ำเอวอนในบริเวณที่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติที่เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของโรมัน ผู้สร้างโรงอาบน้ำโรมัน (Roman Bath) และวัดและตั้งชื่อเมืองว่า “Aquae Sulis” เมืองบาธเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระเจ้าเอ็ดการ์ผู้รักสงบทำพิธีราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์อังกฤษที่มหาวิหารบาธ ในปี ค.ศ. 973 ต่อมาในสมัยจอร์เจียบาธกลายเป็นเมืองน้ำแร่ที่เป็นที่นิยมกันมากซึ่งทำให้เมืองขยายตัวขึ้นมากและมีสถาปัตยกรรมจอร์เจียที่เด่นๆ จากสมัยนั้นที่สร้างจากหินบาธที่เป็นหินสีเหลืองนวล เมืองบาธได้รับฐานะเป็นเมืองมรดกโลกในปี ค.ศ. 1987 และมีโรงละคร, พิพิธภัณฑ์และสิ่งสำคัญทางวัฒนธรรมและทางการกีฬา ที่ทำให้กลายเป็นเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยมีนักท่องเที่ยวค้างคืนหนึ่งล้านคน และนักท่องเที่ยววันเดียว 3.8 คนต่อปี เมืองบาธมีมหาวิทยาลัยสองมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยและสถานศึกษาอื่นๆ แรงงานส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมการบริการและมีความเจริญเติบโตทางด้านข้อมูลและเทคโนโลยีที่สร้างงานให้แก่ผู้อยู่อาศัยในเมืองบาธเองและบริเวณปริมณฑล

Code item sample content

ปราสาทคาร์ดิฟฟ์ ตั้งอยู่ในแคว้นเวลส์ สร้างขึ้นโดยชาวนอร์มันเมื่อปี ค.ศ. 1091 ในบริเวณป้อมปราการของโรมันซึ่งยังปรากฏซากปรักหักพังให้เห็นอยู่จนปัจจุบันนี้ ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เอิร์ลแห่งบูทได้ว่าจ้างสถาปนิกชื่อว่าวิลเลียม เบอร์กส์ ให้ออกแบบปราสาทเพื่อปรับปรุงโดยเลียนแบบปราสาทในยุคกลาง โดยหวังให้เป็นที่พักอาศัยแบบในเทพนิยาย ต่อมาตระกูลบูทยกปราสาทให้เป็นสมบัติของเมืองคาร์ดิฟฟ์ ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยม และเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับปราสาทหลังเก่าและการปรับปรุงปราสาทสมัยวิคตอเรียน

คอทส์โวลส์ พื้นที่ฝั่งตะวันตกตอนใต้ของอังกฤษ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเนินเขาและทุ่งหญ้า ประกอบด้วยเมืองเล็กเมืองน้อยมากมาย มีลักษณะโดดเด่นคือสถาปัตยกรรมและบ้านเรือนต่างๆ ที่อยู่บนพื้นที่นี้มักสร้างด้วยหินสีน้ำผึ้ง ราวศตวรรษที่ 17-18 คอทส์โวลส์มีชื่อเสียง โด่งดังในฐานะแหล่งผลิตผ้าขนสัตว์ชั้นดี สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่จนสามารถสร้างโบสถ์สร้างวิหารอันสวยงาม และด้วยความที่รายได้หลักต้องอาศัยการทำปศุสัตว์จึงต้องสร้างกำแพงหินซ้อนเพื่อล้อมสัตว์ที่เลี้ยงไว้ใกล้กับกระท่อมชนบทแบบอังกฤษ กลายเป็นทัศนียภาพที่ทำให้ย้อนนึกถึงกระท่อมน้อยในนิทานสมัยเด็กๆ ด้วยมนต์เสน่ห์แบบนี้ จึงทำให้นางแบบสาว ระดับโลกอย่างเคต มอสส์ เลือกหลีกหนีความวุ่นวายจากมหานครลอนดอนมาสร้างบ้านพักที่ Oxfordshire (อ๊อกฟอร์ดเชียร์) ซึ่งอยู่ในเขตคอทส์โวลส์

เมืองเบอร์ตัน ออน เดอะวอเตอร์ เป็นหมู่บ้านน่ารักที่มีสถาปัตยกรรมหินสีน้ำผึ้งอันโดดเด่นซึ่งตั้งอยู่ภายในชนบทที่สวยงาม แม่น้ำที่เงียบสงบ ร้านค้างานฝีมือ และคาเฟ่ริมน้ำเป็นสิ่งที่ดีเลิศของหมู่บ้านคอทส์โวลด์ เบอร์ตัน-ออน-เดอะ-วอเทอร์ที่พัฒนาโดยชาวแซกซันและครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองหน้าด่านโรมันกลายเป็นศูนย์กลางการค้าขนสัตว์ที่สำคัญในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม
หมู่บ้านนี้อยู่คร่อมแม่น้ำวินด์รัชซึ่งเป็นทางน้ำไหลช้าที่มีสะพานอันงดงามพาดผ่านหลายสะพาน ชื่นชมบ้านหินในศตวรรษที่ 15 และ 16 อันยิ่งใหญ่ที่ล้อมรอบแม่น้ำและถูกใช้เป็นร้านเบเกอรี่ ธนาคาร ร้านบูติก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ เดินเล่นไปตามริมน้ำและผ่อนคลายภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่น่าเกรงขามในระหว่างที่เพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพอันสวยงาม
เยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นซึ่งรวมถึง วิคทอเรีย ฮอลล์ จากปลายศตวรรษที่ 19 โบสถ์เซนต์ลอเรนซ์ มีโครงสร้างแบบนอร์มันและมีการสร้างพื้นที่ที่ใช้ทำพิธีของโบสถ์ขึ้นในปี 1328 สัมผัสประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์อันยาวนาน 350 ปีที่ โบสถ์แบปทิสต์เบอร์ตัน-ออน-เดอะ-วอเทอร์

สแตรทฟอร์ด อัพพอน เอวอน เป็นเมืองสำคัญด้านวรรณกรรมของอังกฤษ เนื่องจากเป็นบ้านเกิดของวิลเลียมส์ เช็คสเปียร์ กวีเอกผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเอวอน แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญคือบ้านเกิดของเช็คสเปียร์และโบสถ์ที่ฝั่งศพของเขา บ้านเช็คสเปียร์ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมแบบทิวดอร์ รอบบ้านตกแต่งด้วยสวนในสไตล์อังกฤษ

บ้านเกิดเชคสเปียร์ วิลเลียม เชกสเปียร์ (อังกฤษ: William Shakespeare; รับศีล 26 เมษายน ค.ศ. 1564 - 23 เมษายน ค.ศ. 1616) เป็นกวีและนักเขียนบทละครชาวอังกฤษ ได้รับยกย่องทั่วไปว่าเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษและของโลก มักเรียกขานกันว่าเขาเป็นกวีแห่งชาติของอังกฤษ และ "Bard of Avon" (กวีแห่งเอวอน) งานเขียนของเขาที่ยังหลงเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน ประกอบด้วยบทละคร 38 เรื่อง กวีนิพนธ์แบบซอนเน็ต 154 เรื่อง กวีนิพนธ์อย่างยาว 2 เรื่อง และบทกวีแบบอื่นๆ อีกหลายชุด บทละครของเขาได้รับการแปลออกไปเป็นภาษาต่างๆ มากมาย และเป็นที่นิยมนำมาแสดงมากที่สุดในบรรดาบทละครทั้งหมด เชกสเปียร์เกิดและเติบโตที่เมืองสแตรทฟอร์ด ริมแม่น้ำเอวอน เมื่ออายุ 18 ปี เขาสมรสกับแอนน์ ฮาธาเวย์ มีบุตรด้วยกัน 3 คนคือ ซูซานนา และฝาแฝด แฮมเน็ตกับจูดิธ ระหว่างช่วงปี ค.ศ. 1585-1592 เขาประสบความสำเร็จในการเป็นนักแสดงในกรุงลอนดอน รวมถึงการเป็นนักเขียน ได้ร่วมเป็นหุ้นส่วนในคณะละครลอร์ดเชมเบอร์เลน (Lord Chamberlain's Men) ซึ่งในภายหลังมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในชื่อ King's Men เชกสเปียร์เกษียณตัวเองกลับไปยังสแตรทฟอร์ดในราวปี ค.ศ. 1613 และเสียชีวิตในอีกสามปีต่อมา

สนามฟุตบอลโอลด์แทรฟฟอร์ด เป็นสนามกีฬาฟุตบอลในเมืองโอลด์แทรฟฟอร์ด, เกรตเตอร์แมนเชสเตอร์, ประเทศอังกฤษ และเป็นสนามเหย้าของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มีจำนวนความจุ 75,635 ที่นั่ง โอลด์แทรฟฟอร์ดเป็นสนามกีฬาของสโมสรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาหลายๆทีมในสหราชอาณาจักร เป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 และเป็นสนามกีฬาฟุตบอลขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 และใหญ่เป็นอันดับที่ 8 ในทวีปยุโรป สนามแห่งนี้อยู่ห่างจากโอลด์แทรฟฟอร์ดคริกเกตกราวนด์ 0.5 ไมล์ (800 เมตร) และอยู่ติดกันกับป้ายรถราง โอลด์แทรฟฟอร์ด ได้ถูกขนามนามจากบ็อบบี ชาร์ลตันว่า"โรงละครแห่งความฝัน" ใช้เป็นสนามเหย้าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1910 อย่างไรก็ตามในช่วงปี ค.ศ. 1941 จนถึง ค.ศ. 1949 สโมสรได้ใช้สนามเมนโรดร่วมกับทีมคู่แข่งอย่างแมนเชสเตอร์ซิตี เนื่องจากสนามได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดของสงครามโลกครั้งที่สอง

มหาวิหารยอร์ก มีชื่อเป็นทางการว่า "มหาวิหารและคริสตจักรมหานครแห่งนักบุญเปโตรในกรุงยอร์ก" (The Cathedral and Metropolitical Church of St Peter in York) เป็นคริสต์ศาสนสถานประเภทมหาวิหารที่สร้างเป็นแบบกอธิคที่ใหญ่ที่เป็นที่สองรองจากมหาวิหารโคโลญในประเทศเยอรมนี ทางตอนเหนือของทวีปยุโรป มหาวิหารยอร์กตั้งอยู่ที่เมืองยอร์กในยอร์กเชอร์ ทางตอนเหนือของ สหราชอาณาจักร เป็นโบสถ์ประจำตำแหน่งของของอาร์ชบิชอปแห่งยอร์กซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดในคริสตจักรแห่งอังกฤษรองจากอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี มหาวิหารยอร์กถือกันว่าเป็น “high church” ของนิกายแองโกล-คาทอลิก (Anglo-Catholicism) ของคริสตจักรแองกลิคัน มหาวิหารมีทางเดินกลางที่สร้างแบบกอธิควิจิตร (Decorated Gothic) และหอประชุมนักบวช บริเวณร้องเพลงสวดและทางด้านหลังเป็นแบบกอธิคแบบ กอธิคสูง (Perpendicular Gothic) ทางด้านเหนือของแขนกางเขนเป็นแบบกอธิคอังกฤษตอนต้น ทางเดินกลางมีหน้าต่างเหนือบานประตูที่สร้างเมื่อ ค.ศ. 1338 และด้านตรงข้ามทางหลังวัดบริเวณชาเปลพระแม่มารีย์ มีหน้าต่างใหญ่ชื่อ “Great East Window” สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1408 ซึ่งเป็นหน้าต่างประดับกระจกสีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทางด้านเหนือของแขนกางเขนมีหน้าต่างที่เรียกว่า “Five Sisters Window” แต่ละแกนของหน้าต่างสูงถึง 16 เมตร หรือประมาณ 9 ชั่วคน ทางด้านใต้เป็นหน้าต่างกุหลาบที่มีชื่อเสียงมาก

หอคอยลอนดอน เป็นพระราชวังหลวงและป้อมปราการตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเทมส์ในกรุงลอนดอนในอังกฤษ เป็นพระราชวังที่เดิมสร้างโดยพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1078เป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ พระราชวังเป็นรู้จักกันในนามว่า “หอคอยแห่งลอนดอน” หรือ “หอ” ในประวัติศาสตร์ ตัวปราสาทตั้งอยู่ภายในโบโรแห่งทาวเวอร์แฮมเล็ทส์และแยกจากด้านตะวันออกของนครหลวงลอนดอน (City of London) ด้วยลานโล่งที่เรียกว่าเนินหอคอยแห่งลอนดอน หรือ “ทาวเวอร์ฮิล” (Tower Hill)หอคอยแห่งลอนดอนมักจะรู้จักกันในการเกี่ยวข้องกับหอขาว (White Tower) ซึ่งแต่เดิมเป็นหอสีขาวที่สร้างโดยพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษในปี ค.ศ. 1078 แต่กลุ่มสิ่งก่อสร้างทั้งหมดของหอคอยแห่งลอนดอนตั้งอยู่รอบวงแหวนสองวงภายในกำแพงและคูป้องกันปราสาท ตัวหอคอยใช้เป็นป้อม พระราชวังของพระมหากษัตริย์ และที่จำขังโดยเฉพาะสำหรับนักโทษที่มียศศักดิ์สูงเช่นพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1ก็เคยทรงถูกจำขังในหอคอยโดยพระราชินีนาถแมรี และยังเป็นที่สำหรับประหารชีวิตและทรมาน คลังเก็บอาวุธ ท้องพระคลัง สวนสัตว์ โรงกษาปณ์หลวง หอเก็บเอกสาร หอดูดาว และตั้งแต่ปี ค.ศ. 1303 เป็นที่เก็บรักษามงกุฏและเครื่องราชาภิเษกของสหราชอาณาจักร

ทวาเวอร์ บริดจ์ สะพานที่มีรูปแบบของสะพานยกและสะพานแขวนอยู่รวมกัน ตั้งอยู่ใจกลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ สร้างขึ้นในระหว่าง ค.ศ. 1886-1894 เพื่อเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ สะพานแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับหอคอยแห่งลอนดอน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อสะพานว่า "ทาวเวอร์บริดจ์" หรือ "สะพานหอคอย" และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งหนึ่งของกรุงลอนดอน สะพานแห่งนี้ ประกอบด้วยหอคอย 2 หอ ซึ่งเชื่อมต่อเข้าด้วยกันกับทางเดินคู่ขนานด้านบน โดยออกแบบให้ทนต่อแรงดึงตามแนวนอน ซึ่งเป็นแรงโน้มถ่วงในส่วนของสะพานแขวน องค์ประกอบแนวตั้งของส่วนสะพานแขวนแขวนไว้โดยหอคอย 2 หอที่มีความมั่นคง ส่วนแกนหมุนของสะพานยกและเครื่องจักรซ่อนไว้ในฐานของแต่ละหอคอย สะพานเคยทาสีแดง ขาว และน้ำเงินเพื่อเฉลิมฉลองพระราชพิธีรัชดาภิเษก (Silver Jubilee) ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ใน ค.ศ. 1977 โดยสีดั้งเดิมคือสีฟ้าอมเขียว

พิพิธภัณฑ์บริติช นิยมเรียกกันว่า พิพิธภัณฑ์อังกฤษ (อังกฤษ: British Museum) ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของมนุษยที่สำคัญที่สุดและใหญ่ที่สุดในโลก มีการก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2296 (ค.ศ. 1753) ในเบื้องต้นวัตถุที่เก็บรวบรวมไว้ส่วนใหญ่เป็นของสะสมของเซอร์ แฮนส์ สโลน (Hans Sloane) ซึ่งเป็นแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้บริการแก่สาธารณะเป็นครั้งแรกในวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2302 (ค.ศ. 1759) ในมงตากูเฮาส์ เมืองบลูมส์เบอร์รี กรุงลอนดอน อันเป็นสถานที่ตั้งของอาคารพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน

มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ เดิมเป็นแอบบีย์ แต่ปัจจุบันเป็นโบสถ์ในนิกายแองกลิคันที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ในนครเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ สถาปัตยกรรมที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นแบบสถาปัตยกรรมกอทิกเป็นส่วนใหญ่นอกจากหอคอยที่เป็นสถาปัตยกรรมฟื้นฟูกอทิก เป็นสถานที่ประกอบพิธีราชาภิเษกและที่ฝังพระบรมศพพระมหากษัตริย์อังกฤษและพระศพพระบรมวงศานุวงศ์ ระหว่างปี ค.ศ. 1546 ถึง 1556 แอบบีย์ได้รับเลื่อนฐานะขึ้นเป็นอาสนวิหาร ต่อมาในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 แอบบีย์นี้ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอารามหลวง (Royal Peculiar)

สะพานเวสต์มินสเตอร์ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ในลอนดอนที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง เดินข้ามสะพานพร้อมชมทิวทัศน์อันงดงามของกรุงลอนดอน และชม South Bank Lion อันเป็นสัญลักษณ์ สะพานเวสต์มินสเตอร์ซึ่งสร้างในปี 1862 เป็นสะพานแห่งหนึ่งในบรรดาสะพานหลายสายที่ข้ามแม่น้ำเทมส์ สะพานแรกที่สร้างบนทำเลนี้สร้างในปี 1738 ช่วงที่พระเจ้าจอร์จที่ 2 ครองราชย์ ว่ากันว่าสะพานเดิมนั้นแกว่งไกวบ่อยครั้งและเริ่มจมหลังจากสร้างเสร็จไม่ถึงสิบปี สะพานปัจจุบันยาว 252 เมตรและประกอบด้วยทางลอดโค้งใต้สะพาน 7 ช่อง สังเกตสีของสะพานซึ่งเกี่ยวข้องกับเก้าอี้หนังสีเขียวในสภาพ House of Commons ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ ทางฝั่งเวสต์มินสเตอร์ รายละเอียดของสะพานนี้ที่ทำจากเหล็กเนื้ออ่อนเป็นผลงานของ Charles Barry ซึ่งเป็นสถาปนิกคนเดียวกับที่ออกแบบอาคารรัฐสภา ขณะเดินข้ามสะพาน จะสามารถชมวิวของอาคารรัฐสภาไปด้วย ถ้ามองทวนน้ำขึ้นไป คุณจะเห็นสะพานแลมเบธ ซึ่งเป็นสีแดงเพื่อให้เข้ากับสีที่นั่งในสภา House of Lords และถ้าหันกลับมามองตามน้ำ จะพบสะพานรางรถไฟฮังเกอร์ฟอร์ดและชิงช้าสวรรค์ลอนดอนอาย

หอนาฬิกาบิ๊กเบน ก่อนหน้านี้เรียกว่า หอนาฬิกาพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ (อังกฤษ: Clock Tower, Palace of Westminster) หรือรู้จักดีในชื่อ บิกเบน (อังกฤษ: Big Ben) เป็นหอนาฬิกาประจำพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ ซึ่งในปัจจุบันใช้เป็นรัฐสภาอังกฤษ ตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระราชวัง หอนาฬิกานี้ถูกสร้างหลังจากไฟไหม้พระราชวังเวสต์มินสเตอร์เดิม เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2377 โดยชาลส์ แบร์รี เป็นผู้ออกแบบ หอนาฬิกามีความสูง 96.3 เมตร โดยที่ตัวนาฬิกาอยู่สูงจากพื้น 55 เมตร ตัวอาคารสร้างด้วยสถาปัตยกรรมสมัยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (victorian gothic) ชื่อหอเอลิซาเบธตั้งขึ้นเพื่อฉลองพระราชพิธีพัชราภิเษก หรือพระราชพิธีมหามงคลฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง หลายคนเข้าใจว่าบิ๊กเบนเป็นชื่อหอนาฬิกาประจำรัฐสภาอังกฤษ แต่แท้ที่จริงแล้ว บิ๊กเบนเป็นชื่อเล่นของระฆังใบใหญ่ที่สุด หนักถึง 13,760 กิโลกรัม ซึ่งแขวนไว้บริเวณช่องลมเหนือหน้าปัดนาฬิกา ทั้งนี้มีระฆังรวมทั้งสิ้น 5 ใบ โดย 4 ใบจะถูกตีเป็นทำนอง ส่วนบิ๊กเบนจะถูกตีบอกชั่วโมงตามตัวเลขที่เข็มสั้นชี้บนหน้าปัดนาฬิกา ทว่าคนส่วนใหญ่กลับใช้ชื่อบิ๊กเบนเรียกตัวหอทั้งหมด บางทีมักเรียกหอนาฬิกานี้ว่า หอเซนต์สตีเฟน (St Stephen's Tower) หรือหอบิกเบน (Tower of Big Ben) ซึ่งที่จริงแล้วชื่อหอเซนต์สตีเฟนคือชื่อของหอในพระราชวังอีกหอหนึ่ง ซึ่งใช้เป็นทางเข้าไปอภิปรายในสภา ในเวลาต่อมา รัฐสภาอังกฤษได้มีมติให้ตั้งชื่อหอนาฬิกานี้ว่า หอเอลิซาเบธ เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555 ปัจจุบันภายในหอนาฬิกาไม่เปิดให้สาธารณชนเข้าชม เว้นแต่สำหรับผู้ที่อาศัยในประเทศอังกฤษ จะต้องทำเรื่องขอเข้าชมผ่านสมาชิกรัฐสภาอังกฤษประจำท้องถิ่นของตน ถ้าเป็นเด็กต้องมีอายุเกิน 11 ปี จึงจะเข้าชมหอได้ สำหรับชาวต่างประเทศนั้นไม่อนุญาตให้ขึ้นไป ทั้งนี้ผู้ชมต้องเดินบันได 334 ขั้นขึ้นไปเพราะไม่มีลิฟต์

ลอนดอนอายส์ เป็นชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป มีความสูง 135 เมตร (443 ฟุต) และกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมและเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างมากในสหราชอาณาจักร มีผู้มาเยือนมากกว่า 3 ล้านคนต่อปี ส่วนบัตรเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 15 ปอนด์ต่อคน ซึ่งในอดีตเคยเป็นชิงช้าสวรรค์ก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลก ก่อนจะถูกชิงตำแหน่งไปจากชิงช้าสวรรค์ เดอะ สตาร์ ออฟ นานชาง ในประเทศจีน (160 เมตร) ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2006 ต่อมาภายหลังตำแหน่งตกเป็นของ สิงคโปร์ ฟลายเออร์ ในประเทศสิงคโปร์ (165 เมตร) ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 อย่างไรก็ตาม ลอนดอน อาย ก็ยังคงได้รับตำแหน่งจากการให้บริการว่า "ชิงช้าสวรรค์ที่ก่อสร้างด้วยโครงเหล็กค้ำข้างเดียวที่สูงที่สุดในโลก" (เพราะการโครงสร้างทั้งหมดใช้โครงค้ำเหล็กรูปตัว A ในการให้บริการโดยใช้โครงค้ำเพียงแค่ด้านเดียวเท่านั้นไม่เหมือนชิงช้าสวรรค์อื่นๆ ทั่วไป ที่มีโครงค้ำสองข้าง) ลอนดอน อาย ตั้งอยู่ ณ ที่ฝั่งสุดด้านตะวันตกของสวนจูบิลี่ บนริมฝั่งทางใต้ของแม่น้ำเทมส์ ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ตั้งอยู่ระหว่างสะพานเวสต์มินสเตอร์กับสะพานฮันเกอร์ฟอร์ด โดยสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของโดมแห่งการค้นพบ ที่เคยสร้างขึ้นเพื่อใช้ในงานนิทรรศการเฟสติวัล ออฟ บริเตน ในปี ค.ศ. 1951

อ๊อกฟอร์ดสตรีท กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แหล่งชอปปิ้งอีกแห่งที่ไม่น่าที่จะพลาดคือ อ๊อกฟอร์ดสตรีท มีความยาวถึง 1 ไมล์ (1.6 กม .) ทั้งสองฟากฝั่งถนนอุดมไปด้วยร้านค้านานาชนิดที่เห็นใหญ่โตมโหฬารที่สุดในย่านนี้ก็คงจะเป็นห้างที่มีชื่อว่าเซลฟริดเสจ (Selfridges) ซึ่งมีของขายตั่งแต่เครื่องใช้ในบ้าน ฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้าเครื่องสำอาง เครื่องแก้ว ล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าแบรนเนม ซึ่งเป็นอีกแหล่งชอปปิ้งที่ทุกๆ คนประทับใจมาก บนถนนเส้นอ็อกซฟอร์ดสตรีทนี้จุดเด่นที่ ไม่เหมือนใครเลยก็คือ จะมีห้างสรรพสินค้าชั้นนำของอังกฤษ และชอปปิ้ง เซ็นเตอร์มารวมกันอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นพลาซา อ็อกซฟอร์ดสตรีท (Plaza Oxford Street), ห้างสรรพสินค้าจอห์นหลุยส์ (John Lewis), ห้างสรรพสินค้าเฮาส์ ออฟ เฟรเซอร์ (House of Frazer) ฯลฯ ซึ่งแต่ละห้างก็ล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียงด้วยกันทั้งสิ้น รูปแบบตัวอาคารก็จะแปลกแตกต่างกันออกไปในสไตล์คลาสสิกแบบอังกฤษ หากใครมาถึงลอนดอนแล้วไม่มาที่อ๊อกฟอร์ดสตรีท ก็เรียกได้ว่ามาไม่ถึงลอนดอน เพราะถนนนี้มีความเป็นเป็นกิโล และแน่นอนว่ามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก อ๊อกฟอร์ดสตรีท เรียกได้ว่าเป็นหัวใจ ของลอนดอนและมีความคึกคักทุกวัน ส่วนสิ่งที่มีชื่อเสียงของที่นี่คือห้าง Selfridges ซึ่งนอกจากที่นี่ไม่ได้มีเพียงห้างเดียวแต่ก็ยังมีอีกหลายห้าง เช่น John Lewis, Debenhams, Mark&Spence, Bhs และไม่ได้มีเฉพาะห้างสรรพสินค้าเท่านั้นถนนสายนี้ยังมีร้านค้าอีกมากกว่าสามร้อยร้าน และที่นี่ยังไปศูนย์กลางในการเลือกซื้อที่ระลึก ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์ของลอนดอน ส่วนเวลาที่เปิดให้บริการก็เริ่มตั้งแต่ 10.00 ไปจนถึงแค่ประมาณ 19.00 น

ห้างแฮร์รอดส์ เป็นห้างสรรพสินค้าหรูหราบนถนนบรอมพ์ตันในเขตไนท์สบริดจ์ ลอนดอน สหราชอาณาจักร ตราแฮร์รอดส์ยังนำไปใช้กับวิสาหกิจอื่นๆ ที่ดำเนินงานโดยกลุ่มบริษัทแฮร์รอดส์ รวมถึงธนาคารแฮร์รอดส์ แฮร์รอดส์เอสเตทส์ แฮร์รอดส์เอเวียชัน และแอร์แฮร์รอดส์ ห้างตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 18,000 ตารางเมตร มีพื้นที่จำหน่ายสินค้ากว่า 90,000 ตารางเมตรในร้านค้ากว่า 330 ร้าน ห้างเซลฟริดจ์สบนถนนออกซ์ฟอร์ดซึ่งเป็นห้างที่ใหญ่เป็นอันดับสองในสหราชอาณาจักร มีขนาดมากกว่าครึ่งหนึ่งของแฮร์รอดส์เล็กน้อย โดยมีพื้นที่จำหน่ายสินค้า 50,000 ตารางเมตร

สโตนเฮนจ์ เป็นอนุสรณ์สถาน ยุคก่อนประวัติศาสตร์ กลางทุ่งราบกว้างใหญ่บนที่ราบซอลส์บรี (Salisbury Plain) ในบริเวณตอนใต้ของเกาะอังกฤษ ตัวอนุสรณ์สถานประกอบด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง แท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันวางนอนลง และบางอันก็ถูกวางซ้อนอยู่ข้างบน นักโบราณคดีเชื่อว่ากลุ่มกองหินนี้ถูกสร้างขึ้นจากที่ไหนสักแห่งเมื่อประมาณ 3000–2000 ปีก่อนคริสตกาล กล่าวคือ การหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีเมื่อ พ.ศ. 2551 เผยให้เห็นว่าหินก้อนแรกถูกวางตั้งเมื่อประมาณ 2400–2200 ปีก่อนคริสตกาล ในขณะที่ทฤษฎีอื่น ๆ ระบุว่ากลุ่มหินที่ถูกวางตั้งมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นถึง 3000 ปีก่อนคริสตกาล นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่างสงสัยว่า คนในสมัยก่อนสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และบริเวณที่ราบดังกล่าวไม่มีก้อนหินขนาดมหึมานี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมดมาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจาก "ทุ่งมาร์ลโบโร" ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตร สโตนเฮนจ์และบริเวณโดยรอบได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1986 และยังถูกจัดให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลางอีกด้วย

Code item sample content

Leave a Reply