ภูเขาหิมะมังกรหยก เป็นเทือกเขาขนาดเล็กที่อยู่ใกล้กับเมืองลี่เจียง ในมณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ยอดเขาที่สูงที่สุดมีชื่อว่า ซานจือโต่ว (Shanzidou) ทิวทัศน์ของเทือกเขาที่มองจากสวนที่สระมังกรดำในเมืองลี่เจียงนั้น กล่าวกันว่าเป็นหนึ่งในทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดของจีน

เจดีย์สามองค์ แห่งวัดฉงเซิ่ง สร้างในสมัยราชวงค์ถังของจีน (ในช่วง ค.ศ.836) เป็นสมัยที่ศาสนาพุทธ นิกายมหายานเจริญรุ่งเรือง เจดีย์สามองค์ จึงนี้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของเมืองต้าหลี่ โดยได้สร้างเจดีย์องค์หลัก (ตรงกลาง) มีชื่อว่าเจดีย์ “เชียนหลินถ่า” เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ความสูง 69.13 เมตร มี 16 ชั้น และแต่ละชั้นจะมีแท่นประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อน ถือเป็นรูปแบบของเจดีย์ที่หาพบได้ยาก ไม่เหมือนกับเจดีย์ที่อื่นๆ แต่เจดีย์อีกสององค์ ถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ้อง สร้างเป็นรูปทรงแปดเหลี่ยม เนื่องจากชาวจีนนั้นถือว่ารูปแปดเหลี่ยมขึ้นไปคือ ทรงกลม เจดีย์ทั้งสององค์ มีความสูง 42.19 เมตร มี 10 ชั้น เจดีย์ถูกจัดวางให้สมมาตรกัน เจดีย์สององค์ด้านซ้ายและขวาตั้งอยู่ห่างกัน 97.5 เมตร และห่างจากเจดีย์องค์หลักระยะ 70 เมตรเท่ากัน

เมืองโบราณต้าหลี่ เป็นเมืองเก่าแก่ ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มระหว่างทะเลสาบเอ๋อไห่ และเทือกเขาชังช้าน ซึ่งมีภูเขามังกรหยกอยู่ทางด้านตะวันตกของเมือง ต้าลี่ถือเป็นรัฐที่มีเอกราชมานานตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8 คือ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราชวงศ์ถังและซ่ง ผู้นำมีฐานะเป็นจักรพรรดิแห่งยูนนาน จนกระทั่งมาแตกพ่ายให้กับชาวมองโกล จากนั้นจึงขึ้นอยู่กับศูนย์กลางอำนาจของจีนเป็นต้นมา ตั้งแต่ราชวงศ์หยวน หมิงและชิง คำว่าน่านเจ้า (ภาษาจีนกลางออกเสียงว่า หนานเจ้า : 南诏) หมายถึง ตระกูลทางใต้หรือพวกทางใต้ ซึ่งคืออณาจักรน่านเจ้าทีเราเคยได้ยินกันและมีศูนย์กลางอยู่ที่ต้าลี่ชาวพื้นเมืองต้าลี่ส่วนใหญ่คือชาวไป๋ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ในช่วงปีคศ. 1856–1873 สมัยราชวงศ์ชิง เกิดกบฏในมณฑลยูนนานเรียกว่า กบฏตู้เหวินชิ่ว (杜文秀起義) เกิดจากความขัดแย้งเชิงเชื้อชาติ ระหว่างราชสำนักชิงซึ่งเป็นชาวแมนจูกับชาวพื้นเมืองในมณฑลยูนนาน ตู้เหวินชิ่วซึ่งเป็นผู้นำ ได้ประกาศเอกราชให้กับมณฑลยูนนานและเรียกว่าประเทศผิงหนาน โดยมีเมืองต้าลี่เป็นเมืองหลวง ปกครองแบบรัฐอิสลาม แต่หลังจากเวลาผ่านไปได้ 17 ปี ท้ายที่สุด ต้าลี่และมณฑลยูนนานก็ขึ้นอยู่กับราชวงศ์ชิงอีกครั้ง ผู้นำผิงหนานถูกตัดศีรษะแช่น้ำผึ้งส่งไปปักกิ่ง ชาวไป๋พาผมไปดูรอยสลักบนกำแพงเมือง ซึ่งชาวเมืองแอบเขียนด่าราชสำนักชิงไว้เมื่อร้อยกว่าปีก่อน และยังคงถูกรักษาไว้จนถึงปัจจุบัน

อุทยานน้ำหยกต้าหลี่ อยู่ห่างจากต้าหลี่ 160 กิโลเมตร มีความสูง 2,400 เมตร จากระดับน้ำทะเล ตัวเมืองตั้งอยู่เชิงเขาอวี้หลง รอยต่อที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบตทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ กับที่ราบสูงยูนนาน-กุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงเหนือ เชื่อมกับที่ราบริมฝั่งแม่น้ำจินซาเจียง ทำให้มีความแตกต่างทางด้านภูมิประเทศที่หลากหลาย ตั้งแต่เขตภูเขาสูง ธารน้ำแข็ง ที่ราบระหว่างภูเขา หุบโตรกผาอันสูงชัน และที่ราบขั้นบันได มีความแตกต่างในเรื่องของความสูงของภูมิประเทศ ประมาณ 4,545 เมตร จุดสูงสุดอยู่ที่ 5,596 เมตร จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,051 เมตร จากระดับน้ำทะเล ด้วยลักษณะความแตกต่างของภูมิประเทศนี้จึงทำให้ลี่เจียงมีความหลากหลายทางธรรมชาติ แบ่งออกเป็นสองเขต โดยมีเขาสิงโตเป็นเส้นแบ่งเขต เมืองใหม่ลี่เจียง ได้ก่อตั้งขึ้นในทศวรรษ 1950 เป็นเมืองสมัยใหม่ ตึกกรุกระจกสีชา มุงหลังด้วยกระเบื้องสีทึมๆ ส่วนเขตเมืองเก่าลี่เจียง เป็นสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเขตเมืองใหม่โดยสิ้นเชิง เคยเป็นที่พักกองคาราวานระหว่างไปทิเบต ในปี 1253 กุบไลข่านได้เดินทัพผ่านมาและได้ตั้งชื่อว่า “ลี่เจียง (แม่น้ำสวย)” พร้อมกับนำดนตรีของจีนมาเผยแพร่ให้เผ่านาซี ในยุคราชวงศ์หมิงจึงเป็นยุคทองทางวัฒนธรรมของลี่เจียง เมื่อตระกูลมู่นำพุทธศาสนาแบบทิเบตเข้ามาและได้สร้างวัดขึ้นบนเขาหลายแห่ง แต่ลี่เจียงที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจและอยากมาคือเมืองเก่าลี่เจียง (ต้าเอี้ยน ที่แปลว่า หินฝนหมึก) เพราะเวลามองจากบนเขาจะเป็นหลังคาสีเดียวกับหินชนวน ชนพื้นเมืองของเมืองลี่เจียงคือเผ่านาซี ที่แยกย่อยมาจากเผ่าเชียงในทิเบต ยกย่องสตรีเป็นใหญ่ สตรีมีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วน ทั้งการค้า การถือครองที่ดินและการเลี้ยงดูบุตร ส่วนผู้ชายจะมีหน้าที่ทำสวน เลี้ยงม้า และเล่นดนตรี ชาวเผ่านาซีจะนับถือพ่อมดหมอผีแบบทิเบต มีภาษาเขียนเป็นของตนเอง รวมถึงศิลปะการดนตรีอีกด้วย

กำแพงเมืองจีน เป็นกำแพงที่มีป้อมคั่นเป็นช่วง ๆ ของจีนสมัยโบราณ กำแพงส่วนใหญ่ที่ปรากฏในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ฉิน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานจากชาวฮัน หรือซฺยงหนู คำว่า ซฺยงหนู บางทีก็สะกดว่า ซุงหนู หรือ ซวงหนู ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับอารยธรรมจีนในยุคต้นๆ ตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว (ราว 400 ปีก่อนคริสตกาล) เนื่องจากจะเข้ามารุกรานจีนตามแนวชายแดนทางเหนือ ในสมัยราชวงค์ฉิน ได้สั่งให้สร้างกำแพงหมื่นลี้ตามชายแดน เพื่อป้องกันพวก ซยงหนู เข้ามารุกราน และพวกเติร์กจากทางเหนือ หลังจากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจากมองโกเลียและแมนจูเรียสามารถบุกฝ่ากำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ กำแพงเมืองจีนยังคงเรียกว่า กำแพงหมื่นลี้ สำนักงานมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติจีน ประกาศเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2555 ว่า นักโบราณคดี ได้ตรวจวัดความยาวของสิ่งก่อสร้างจากน้ำมือมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือ "กำแพงเมืองจีน" อย่างเป็นทางการนานร่วม 5 ปี ตั้งแต่ 2008-2012 และพบว่ายาวกว่าที่บันทึกไว้เดิมกว่า 2 เท่า หรือ 21,196.18 กิโลเมตร จากเดิม 8,850 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 15 มณฑลทั่วประเทศ และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางด้วย มีความเชื่อกันว่า หากมองเมืองจีนจากอวกาศจะสามารถเห็นกำแพงเมืองจีนได้ ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถมองเห็นจากอวกาศได้

จัตุรัสเทียนอันเหมิน อยู่ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน จัตุรัสเทียนอันเหมินมีความสำคัญในวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ และเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของประเทศจีน เพราะว่าจัตุรัสเทียนอันเหมิน คือที่ตั้งของเหตุการณ์สำคัญมากมายในประวัติศาสตร์จีน จัตุรัสเทียนอันเหมินเป็นจัตุรัสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีความยาวตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้ 880 เมตร ทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก 500 เมตร พื้นที่ทั้งสิ้น 440,000 ตารางเมตร สามารถจุประชากรได้ถึง 1,000,000 คน ปัจจุบันจัตุรัสเทียนอันเหมินนับเป็นจัตุรัสใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัตุรัสเทียนอันเหมิน สร้างเมื่อปีค.ศ. 1417 ในสมัยราชวงศ์หมิงมีชื่อเดิมว่า "เฉิงเทียนเหมิน" พอมาในสมัยจักรพรรดิซุ่นจื้อแห่งราชวงศ์ชิง มีการซ่อมแซมใหม่ในปี ค.ศ. 1651 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "เทียนอันเหมิน" คำว่า ‘เทียน’ แปลว่า ฟ้า ‘อัน’ แปลว่า ผาสุก ‘เหมิน’ แปลว่า ประตู จัตุรัสเทียนอันเหมินล้อมรอบด้วยสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญ ได้แก่ หอประตูเทียนอันเหมินที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของจัตุรัส ธงแดงดาว 5 ดวงผืนใหญ่โบกสะบัดอยู่เหนือเสาธงกลางจัตุรัส อนุสาวรีย์วีรชนใจกลางจัตุรัส มหาศาลาประชาคมด้านทิศตะวันตกของจัตุรัส ตลอดจนพิพิธภัณฑ์การปฏิวัติแห่งชาติและพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาติจีนทางฝั่งตะวันออก นอกจากนี้ทางด้านทิศใต้ยังมีหอรำลึกท่านประธานเหมาและหอประตูเจิ้งหยางเหมินหรือเฉียนเหมิน

หอฟ้าเทียนถาน หอสักการะฟ้า ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน สร้างในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง เมื่อ พ.ศ. 1963 (ค.ศ. 1420) โดยมีชื่อว่า เทียนตี้ถัน แปลว่า หอสักการะฟ้าดิน ต่อมาใน พ.ศ. 2077 (ค.ศ. 1534) ได้มีการสร้างหอสักการะดินขึ้นอีกแห่ง หอฟ้าดินจึงเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนชื่อเป็นหอสักการะฟ้าเพียงอย่างเดียว ครั้น พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) ฟ้าผ่าหอเสียหาย จึงสร้างขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) ตัวหอมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 32.5 เมตร และ สูง 38 เมตร โดยมิได้ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว หอนี้ได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อ พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998)

พระราชวังฤดูร้อน หรือ อี๋เหอ-ยฺเหวียนเป็นพระราชวังอยู่ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับพระราชวังหยวนหมิงหยวน ห่างจากพระราชวังต้องห้ามไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 8 กิโลเมตร อี๋เหอ-ยฺเหวียนมีพื้นที่ประมาณ 2.9 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเนินเขาสูง 60 เมตร มีพระตำหนักอยู่บนเนิน และทะเลสาบคุนหมิง มีเนื้อที่ประมาณ 2.2 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 3 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมดโดยทะเลสาบนี้เกิดจากการใช้แรงงานคน ขุดดินขึ้นไปถมเป็นเนินเขา สำหรับสร้างพระตำหนัก อี๋เหอ-ยฺเหวียนเริ่มก่อสร้างในสมัยราชวงศ์จิน (ค.ศ. 1115 - 1234) โดยจักรพรรดิ Hailingwang เมื่อย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ปักกิ่ง และเป็น่ที่ประทับของจักรพรรดิราชวงศ์หยวน จนกระทั่งถึงรัชกาลของจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง ทรงบูรณะและสร้างพระตำหนักแห่งใหม่บนเนินเขา ในปี ค.ศ. 1749

พระใหญ่แห่งเขาเล่อซาน พระพุทธรูปเล่อชาน เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในภูเขาเล่อ (เล่อชาน) เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีน ได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับภูเขาเอ๋อเหมย์เมื่อปี พ.ศ. 2539

พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ในกลุ่มตถาคตโคตรของพระไวโรจนพุทธะ ชื่อของพระองค์ท่านแปลว่า ดี รุ่งเรือง หรือเป็นมงคล ท่านมักปรากฏในพุทธมณฑลในฐานะตัวแทนของพระไวโรจนพุทธะ จึงเป็นตัวแทนของความกรุณาและสมาธิที่ดิ่งลึก ในงานทางพุทธศิลป์ ท่านมักจะปรากฏตัวคู่กับพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ในญี่ปุ่น ท่านนั่งบนช้างสวมเครื่องทรงแบบเจ้าชาย มือซ้ายถือจินดามณี มือขวาอยู่ในท่าคิด ในทิเบต ภาพวาดของท่านมีกายเป็นสีน้ำเงินเข้มหรือสีเหลือง นั่งขัดสมาธิเพชร มือประสานกันบนตัก ถ้าอยู่ในท่ายืน มือขวาถือดอกบัวทั้งก้านพร้อมจินดามณี มือซ้ายถือวัชระ ในจีน ท่านมีชื่อจีนว่า โผวเฮี้ยง เป็นรูปชายหนุ่มแต่งกายอย่างชาวจีนโบราณ นั่งบนช้างเผือก

วัดพระหยกขาว ฝั่งตะวันตกของนครเซี่ยงไฮ้ เป็นเขตเมืองที่ทันสมัยที่สุด มีวัดน่าเคารพและมีพระพุทธรูปที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหยก ถูกสร้างขึ้นในปี 1882 เป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ 2 องค์ ซึ่งอัญเชิญมาจากพม่าโดยพระภิกษุชื่อ ฮุยเก็น วัดแห่งนี้ถูกทำลายในช่วงราชวงศ์ชิงถูกโค่นล้มบัลลังก์ แต่โชคดีที่พระพุทธรูปหยกขาวไม่ได้ถูกทำลาย จึงอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดที่สร้างขึ้นใหม่ในปี 1928 และให้ชื่อวัดแห่งนี้ว่าวัดพระหยกขาว พระพุทธรูป 2 องค์ อันล้ำค่า นี้ไม่เพียงแต่เป็นพระพุทธรูปหายากทางด้านวัฒนธรรมหากแต่ยังเป็นงานช่างศิลป์ที่มีค่ายิ่ง พระพุทธรูปปางนั่งทั้ง 2 องค์นี้ สลักจากหยกทั้งแท่ง แสงสว่างและ แสงสะท้อนของหยกขาวนั้นทำให้องค์พระพุทธรูปมีความงดงามสว่างเจิดจ้ายิ่งขึ้น องค์พระพุทธรูปปางนั่งมีความสูง 190 เซนติเมตร และ หุ้มด้วยเพชรพลอย หินมโนรา และ มรกต แสดงถึงการถือศีลอดอาหารและตรัสรู้แจ้งพระพุทธเจ้า ส่วนพระพุทธรูปปางไสยาสน์ มีความยาว 96 เซนติเมตร นอนเอียงด้านขวาและหนุนพระเศียรด้วยพระหัตถ์ขวา และ พระหัตถ์ซ้ายวางบนขาด้านซ้าย ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า ปรินิพพาน ใบหน้านิ่งสงบแสดงถึง สันติสุข ของพระศากยมุนี เมื่อครั้งท่านได้จากโลกนี้ไป ภายในวัด ยังมีพระนอนองค์อื่นๆ ซึ่งมีความยาว 4 เซนติเมตร ซึ่งถูกอัญเชิญมาจากประเทศสิงคโปร์ โดยเจ้าอาวาสองค์ที่สิบ ในปี ค.ศ.1989 มากกว่านี้ยังมี ภาพวาด โบราณ และ คัมภีร์พระไตรปิฎก จัดวางไว้อีกส่วนของวัด ถึงแม้ว่าประวัติของพระหยกขาวจะไม่ยาวนาน ความเก่าแก่ และสถาปัตยกรรมแบบเรียบง่ายทำให้วัดแห่งนี้มีความโดดเด่นและไม่อาจเลียนแบบได้ ในเมืองทันสมัยเช่นนี้

ตลาดเฉินหวังเมี่ยว หรือตลาดร้อยปี เดิมเป็นที่ตั้งของวัดเฉิงหวังเมี่ยว เป็นสวนสาธารณะใจกลางเมือง ช่วยสร้างเมืองให้น่าอยู่ ลดความตึงเครียดของชีวิตเมืองได้ดี อาคารบ้านเรือนบริเวณนี้เป็นสถาปัตยกรรมโบราณสมัยราชวงศ์หมิงและชิง สีสันร้านค้าต่างๆ ที่ตกแต่งสไตล์สถาปัตยกรรมแบบโบราณจีน (โทนสีเข้มแดงคลาสิกโบราณและโคมสีแดง) ทั้งร้านขายอาหาร ร้านขนมพื้นเมือง (โดยเฉพาะเสี่ยวหลงเปาเลื่องชื่อ คิวยาวมากๆ) ร้านกาแฟดัง (ที่ยังต้องลดสีโลโก้ตัวเอง) ของที่ระลึกต่างๆ มากมาย ถือเป็นตลาดนัดขนาดใหญ่ที่นอกจะทำให้ท่านได้ของที่ถูกใจแล้วและยังได้อิ่มเอมกับบรรยากาศความสวยงามอีกด้วย

ทะเลสาบซีหู ทะเลสาบตะวันตก หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ทะเลสาบซีหู ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ของเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีทัศนียภาพสวยงามเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ทะเลสาบมีความยาวจากทิศใต้ถึงทิศเหนือ 3.3 กิโลเมตร ความกว้างจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก 2.8 กิโลเมตร รอบด้านประกอบด้วยภูเขา 3 ลูก น้ำมีความใสราวกับกระจก และมีสิ่งก่อสร้างทางวัฒธรรมที่สวยงามอยู่รายรอบทั้งเจดีย์, เก๋งจีน, วัด, สวนแบบจีน, สวนแบบญี่ปุ่น, ศาลเจ้า จนถูกขนานนามว่าเป็น "สวรรค์บนดิน"

Leave a Reply